The Outer Worlds – Review เกม RPG รสชาติกลมกล่อมที่มาคู่กับเรื่องราวจิกกัดสังคมที่เข้มข้น

Fallout ในแบบอย่างที่มันควรจะเป็น

70 ปีแห่งการหลับไหลภายในยานอากาศนามว่า ‘โฮป’ ของคนแปลกหน้าคนหนึ่งได้สิ้นสุดลงจากการกระทำของนักวิทยาศาสตร์ที่ดูจากภายนอกแล้วเหมือนจะสติเฟื่องนาม ‘ฟิเนียส เวลส์’ หลังจากที่ได้ตื่นขึ้น เวลส์ได้ทำการส่งผู้เล่นลงไปยังดาวเคราะห์นาม ‘เทอร์ร่า ทู’ ผ่านกระสวยเพื่อออกตามหาสารเคมีที่จะสามารถนำมาใช้เพื่อปลุกผู้คนทั้งหมดที่หลับไหลอยู่ในยานโฮปได้ เมื่อทันใดที่กระสวยของคนแปลกหน้าคนนั้นกระแทกลงสู่พื้น แรงกระทบของกระสวยนั้นก็ได้แผ่กระจายออกไปเป็นวงกว้าง

แต่แรงกระทบที่ว่านั้นไม่ได้มาจากกระสวยที่ตกลงสู่พื้น แต่มันคือแรงสั่นสะเทือนที่มาจากคนแปลกหน้าหนึ่งคนที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาของอาณานิคมฮัลซีออนที่ถูกปกครองอย่างเด็ดขาดด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่มากมายไปตลอดกาลต่างหาก

The Outer Worlds เป็นเกมแนวแอคชั่นสวมบทบาทแบบบุคคลที่หนึ่งที่พัฒนาโดยทีมงาน Obsidian Entertainment ผู้พัฒนาเกม RPG ชื่อดังอย่าง Fallout: New Vegas, South Park: The Stick of Truth, Pillars of Eternity 1 กับ 2 และ Tyranny เรียกได้ว่าชื่อ Obsidian Entertainment เองก็มีน้ำหนักสำหรับผู้เล่นเกมแนวสวมบทบาทไม่น้อย และชื่อนี้ก็ให้ความคาดหวังกับผู้ที่ชื่นชอบเกมแนวนี้มากเช่นกัน และผมก็ว่าทาง Obsidian Entertainment ก็ไม่ได้ทำให้แฟน ๆ ที่รอคอยผิดหวังเลยแม้แต่น้อย

Narrative

ในเกม The Outer Worlds ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทเป็นตัวละครที่มีฉายาว่า ‘คนแปลกหน้า’ หรือ ‘ตัวแปรที่ไม่มีใครวางแผนไว้’ (Stranger/The Unplanned Variable) เขาคือหนึ่งในคนที่ถูก ‘คณะกรรมการ’ (The Board) กลุ่มคนผู้เป็นเจ้าของบริษัทใหญ่ต่าง ๆ ที่ปกครองอาณานิคมฮัลซีออน (Halcyon Colony) อย่างสิ้นเชิง ทอดทิ้งไว้ในยานขนส่งแรงงานนาม ‘โฮป’ เนื่องจากว่าการจะปลุกให้คนในยานฟื้นนั้นต้องใช้ทรัพยากรและแรงงานมากเกินไป หลังจากที่หลับไหลนาน 70 ปี นักวิทยาศาสตร์และผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมต่ออาณานิคมได้ทำการปลุกเขาขึ้นมาโดยมีแผนว่าจะให้คนแปลกหน้าคนนี้ตามหาสารเคมีเพื่อมาปลุกคนอื่นที่ยังหลับอยู่ในยานโฮป

แต่ทว่าเมื่อเขาได้ลงมาสัมผัสโลกใบใหม่ที่เขาไม่รู้จัก เขาได้พบกับสถานการณ์ที่ไม่น่าพึงประสงค์สักเท่าไหร่ เพราะตัวเขาได้มาอยู่ในอาณานิคมที่ทุกอย่างเป็นอุตสาหกรรมทุนนิยมจนสุดโต่ง ชนชั้นบนไม่รู้สึกรู้สาอะไรและใช้ชีวิตแบบสะดวกสบาย ความกลัวเดียวที่มีก็คือกลัวแต่จะขาดทุนและกลัวที่จะไม่สบาย

ในขณะที่ชนชั้นล่างเป็นแค่ทรัพยากรของบริษัทใหญ่แบบที่ขนาดว่าฆ่าตัวตายยังถือว่าเป็นการทำลายทรัพย์สินของบริษัท ได้แต่ทำงานงก ๆ ได้พักวันละ 10 นาที ทำแทบตายแต่เงินก็แทบไม่พอใช้จ่ายเพราะถ้ามีปัญหาอะไรก็โดนหักเงิน ป่วยทีก็โดนหักเงินจากการหยุดงานและแทบจะถูกทิ้งไว้ให้ตายโดยไม่มีการเหลียวแลจากพวกตัวใหญ่ ๆ ที่เสวยสุขผ่านความลำบากของพวกเขา แล้วถ้าจะตายก็ยังต้องจ่ายค่าจองหลุมศพ ส่วนบนหลุมศพของพวกเขาเหล่านี้นั้นมีสิ่งเดียวที่เขียนไว้นอกจากชื่อ นั่นก็คือรายได้สุทธิของคนที่โดนฝังกลบดิน

แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการที่คนชนชั้นนี้มากมายต่างยิ้มร่า ถวายชีวิตให้กับบริษัทที่แทบจะไม่ชายตามองพวกเขาโดยไม่มีข้อกังขาใด เพียงเพราะคำว่า อยู่กับบริษัทก็ดีกว่าไปลำบากที่อื่น

“ฉันรู้ว่าคุณท็อปสันให้ฉันพาคุณทัวร์หุบเขา ให้คุณยืมตัวฉันดั่งกับว่า ‘ฉันเป็นทรัพย์สินของบริษัท Spacer’s Choice’ พวกเขาอาจจะคิดว่าฉันเป็นทรัพย์สินของเขาจริง ๆ แต่ความจริงคือฉันไม่ได้เป็น”

แต่ใช่ว่าทุกคนจะยอมก้มหัวให้แก่เหล่าคณะกรรมการไปหมด ยังมีคนที่คิดจะต่อต้าน แต่พวกเขาก็ต้องผันตัวไปเป็นกองโจรหรือปลีกวิเวกออกไปอย่างสิ้นเชิง แล้วอิสรภาพนั้นมาจากการที่ต้องเสียความสะดวกสบายทั้งหมดไป กลายเป็นว่าต้องหาอาหารกินกันเองภายในดาวที่ไม่ได้เป็นพื้นเพของตนเอง หรืออาจจะกลายเป็นอาหารจานแปลกให้กับสิ่งมีชีวิตดุร้ายที่อาศัยอยู่ในดาวนั้นก็เป็นได้

ส่วนตัวผมมองว่าการที่ใช้ความเป็นทุนนิยมสุดโต่งมาเป็นประเด็นหลักของเรื่องมันคืออะไรที่ฉลาดมาก เพราะถ้าคิดกันดี ๆ พวกเราเองก็คลานเข้าสังคมแบบนั้นไปทุกวัน ความหดหู่ของเรื่องราวนี้ส่วนหนึ่งไม่ได้มาจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเกม แต่มันมาจากความคิดที่ว่า ‘เรากำลังมองอนาคตของตัวเองกันอยู่หรือเปล่า’ จุดนี้เลยทำให้ประเด็นหลักของเกมเป็นจุดที่น่าสนใจและมีพลัง แต่ในความหดหู่ของเกม ทางทีมงาน Obsidian ก็ได้มีการใส่ความตลกที่ทั้งขำขันและตลกร้ายไว้ในโลกนี้อยู่ไม่น้อยเลย เรียกได้ว่าบทของเกมนี้มีครบรสเลยทีเดียว

พนักงานกำลังกลัวตาย วิธีแก้ไขคือให้ดื่มเครื่องดื่ม ‘Zero-Gee’ ของบริษัทเพื่อให้ใจเย็นลง สุดยอดไปเลย

การเล่าเรื่องจะเล่าผ่านการสนทนาของตัวละคร การอ่านบันทึกและสภาพแวดล้อมตามสถานที่ต่าง ๆ กับการกระทำของผู้เล่นเสียส่วนใหญ่ ในขณะที่เรื่องหลักและเควสส่วนใหญ่จะเล่าผ่านตัวละครและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าผู้เล่น แต่ก็ยังมีเรื่องราวเชิงลึกบางอย่างไม่สามารถทราบได้ผ่านการเล่าเรื่องทั่วไป

ผู้เล่นต้องไปหาอ่านเอาในบันทึกต่าง ๆ และทำการปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเอง ที่สำคัญคือการกระทำของผู้เล่นจะส่งผลกับเนื้อเรื่องได้อย่างแน่นอน และการตัดสินใจแต่ละอย่างของผู้เล่นอาจจะมาพร้อมกับอาการปวดหัวไม่น้อย เพราะเกมนี้มีตัวเลือกวัดใจ วัดระดับศีลธรรมของผู้เล่นอยู่เยอะ สิ่งที่ทำจะถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับตัวผู้เล่นตัดสินด้วยตัวเองทั้งนั้น

outer worlds 4
ลูกเรือยาน The Unreliable ทั้ง 6 ตัวละคร

ในส่วนของตัวละครของเกมก็จะมีหลัก ๆ อยู่สองแบบก็คือตัวละครที่เป็นเพื่อนร่วมยาน The Unreliable (พึ่งพาไม่ได้) ของผู้เล่นและตัวละครทั่วไป ในด้านของเพื่อนร่วมทีมนั้นมีทั้งหมด 6 ตัวละคร ผมมองว่ามีตัวละคร 4 ตัวที่มีการเขียนบทที่ดีมาก ทำให้มีที่มาที่ไป อุปนิสัยที่ชัดเจน และผู้เล่นยังสามารถที่จะทำเควสของแต่ละคนเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับตัวละครเหล่านั้นเพิ่มเติม และอาจจะถึงขั้นเปลี่ยนแปลงอนาคตและอุปนิสัยของพวกเขาได้อีกด้วย

ส่วนตัวละครทั่วไปก็จะมีเป็นสองประเภทย่อยคือแบบที่ส่งผลต่อเนื้อเรื่องหลักและรอง หรือตัวละครประกอบฉากทั่วไป ตัวละครที่ส่งผลต่อเนื้อเรื่องส่วนใหญ่นั้นเขียนได้ดี มีนิสัย ความคิดและเป้าหมายของตัวเองชัดเจน ซึ่งผู้เล่นก็อาจจะสามารถเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นได้เช่นกันถ้าเนื้อเรื่องเปิดโอกาส ส่วนตัวละครที่เป็นประกอบฉากนั้นส่วนใหญ่จะมีประโยคเพียงแค่ 1-2 ประโยคเท่านั้น แต่บางทีอาจจะมีการพูดถึงเหตุการณ์เพิ่งที่เกิดขึ้นในเกมด้วย

ถึงแม้เกมจะดูเป็นเกมใหญ่ แต่ผมใช้เวลาเล่นเนื้อเรื่องหลักและเควสเสริมเพียง 26 ชั่วโมงเท่านั้น (แต่ว่าไม่ได้เล่นทุกเควสเสริมและไม่ได้ตามหาเรื่องราวในทุกแผนที่) จังหวะการเล่าเรื่องนั้นขึ้นอยู่กับจังหวะของผู้เล่นเอง แต่ผมมองว่าการเล่นเนื้อเรื่องทั้งหมดจบภายในเวลาประมาณ 20 ชั่วโมงนั้นก็ไม่ถือว่าช้าจนอืดแล้วก็ไม่เร็วจนเร่ง ในเกมมีการเดินทางไปยังดาวต่าง ๆ เจอตัวละครใหม่และเก่าอยู่ตลอด เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นรวมเข้ากันและสร้างโลกที่ดูมีน้ำหนักได้ดี ตอนจบจะสวยงามหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ผู้เล่นทำลงไป แต่เท่าที่ผมเล่นเองและหาข้อมูลมา ทุกตอนจบของเกมนั้นสามารถอยู่ในจักรวาลของเกมนี้ได้อย่างดีโดยไม่มีหลุดไปจากแก่นเรื่องสำคัญของเกม

Direction

เนื่องจากเกมเป็นแอคชั่นสวมบทบาทแบบบุคคลที่หนึ่ง สองระบบที่สำคัญของเกมก็คือระบบการต่อสู้ในรูปแบบบุคคลที่หนึ่งและระบบการสวมบทบาท ทีมพัฒนาได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนว่าฝีมือการทำเกมสวมบทบาทของพวกเขานั้นไม่เป็นสองรองใคร แต่ระบบการต่อสู้นั้นยังไม่ใช่ทางถนัดของทีมงานเสียทีเดียว

ในด้านของระบบสวมบทบาท ทีมงานสามารถทำระบบที่ลึก เข้าถึงง่ายและส่งผลต่อระบบต่อสู้อย่างพร้อมกันได้อย่างน่าประทับใจ โดยในตัวเกมผู้เล่นจะสามารถเลือกเพิ่มค่าคุณลักษณะต่าง ๆ (Attributes) เช่นร่างกาย จิตใจและบุคลิก โดยแต่ละส่วนจะมีแยกย่อยให้ผู้เล่นเลือกเพิ่มหรือลดค่าต่าง ๆ ได้สองข้อซึ่งการเพิ่มลดค่าเหล่านั้นจะส่งผลกับค่าทักษะ (Skills) ที่มีหัวข้อใหญ่เป็น การโจมตีระยะใกล้ การโจมตีระยะไกล การป้องกัน การพูด การลอบเร้น การใช้เทคโนโลยีและความเป็นผู้นำ ทักษะแต่ละหัวข้อจะมีแยกย่อยไปอีกเป็น 3 ข้อย่อยให้ผู้เล่นเพิ่มค่าเพื่อสร้างตัวละครของตัวเอง

ทว่าเกมจะให้ผู้เล่นอัปทักษะหัวข้อใหญ่จนกว่าคะแนนในหัวข้อย่อยจะครบ 50 แล้วหลังจากนั้นเกมจะบังคับให้เพิ่มค่าในแต่ละหัวข้อย่อยที่ครบ 50 แล้วแทน ทำให้ผู้เล่นสามารถที่จะทำให้ตัวละครของตัวเองมีค่าทักษะทุกอย่าง 50 เพื่อเล่นเกมช่วงต้นถึงกลางให้สะดวกมากขึ้น หรือถ้าอยากจะเล่นสายเฉพาะทาง ก็สามารถเน้นสายนั้นได้รวดเร็วมากขึ้น เช่นถ้าอยากจะเล่นสายคุยโน้มน้าว ผู้เล่นสามารถเพิ่มค่าการพูดที่มีทั้งการโน้มน้าว การโกหกและการขู่ให้เป็น 50 ทั้งหมดด้วยกันเพิ่มรวมและพอถึง 50 ผู้เล่นก็สามารถที่จะเลือกเพื่มค่าแค่การโน้มน้าวไปจนถึง 100 ได้ แต่การโกหกและการขู่ยังคงอยู่ที่ 50 เท่าเดิม

ถ้าคะแนนในข้อย่อยยังไม่ถึง 50 จะสามารถเพิ่มค่าทักษะในหัวข้อย่อยได้จนกว่าหัวข้อย่อยอันใดอันหนึ่งจะถึง 50 แต่ถ้าเกินแล้วก็ต้องเพิ่มแยกเป็นทีละข้อเอา วงเล็บที่อยู่ด้านหลังเลขคือค่าทักษะที่นับรวมจากเครื่องแต่งกาย ข้อดีที่ปลดมาและโบนัสที่ได้มาจากลูกเรือที่นำมาด้วย

นอกจากว่าค่าทักษะจะมีผลในการกระทำต่าง ๆ เช่นคุย เจาะระบบ สะเดาะกลอน เพิ่มความสามารถในการฟื้นเลือด สั่งเพื่อนร่วมทีมและอื่น ๆ การเพิ่มค่าทักษะต่าง ๆ ยังคงมีผลในการต่อสู้อีกด้วย เช่นถ้าเพิ่มค่าเทคโนโลยีเยอะ จะสามารถทำความเสียหายหุ่นยนต์ได้มากขึ้นหรือสามารถเจาะระบบหุ่นได้ หรือเพิ่มค่าการพูดเยอะ ๆ เช่นการขู่ เวลาที่ยิงศัตรูก็จะติดสถานะหวาดกลัว ทำให้วิ่งหนีไปได้ ซึ่งระบบนี้เป็นการแก้ปัญหาในส่วนของการยิงปืนได้ดี เพราะว่าผู้ที่เล่นสายคุยเต็มตัวมักจะประสบปัญหาเวลาที่จำเป็นต้องต่อสู้เนื่องจากค่าทักษะอาวุธและเกราะป้องกันไม่พอ แต่ระบบนี้ช่วยให้สายคุยเต็มตัว หรือสายอื่นที่ไม่ใช่การโจมตีเต็มตัวสามารถลงมาต่อสู้ได้ด้วยเช่นกัน แต่ทว่าการเพิ่มค่าสายอาวุธและป้องกันไม่ได้มีการส่งผลต่อการพูดคุยแต่อย่างใด

ในเกม The Outer Worlds ได้มีระบบใหม่ที่แตกต่างจากเกมอื่นเข้ามาคือระบบ Flaw หรือระบบข้อเสีย ระบบนี้จะทำงานเมื่อผู้เล่นโดนความเสียหายจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งซ้ำ ๆ หรือใช้สารเสพติดมากเกินไป เมื่อผู้เล่นทำสิ่งนั้นจนถึงระดับหนึ่ง เกมจะมีหน้าเมนูขึ้นมาบอกว่าผู้เล่นได้รับข้อเสียเกิดจากอะไร และส่งผลเสียอะไรบ้าง

โดยผู้เล่นสามารถที่จะเลือกรับหรือไม่รับก็ได้ แต่ถ้ารับผู้เล่นจะได้รางวัลเป็นคะแนนเพิ่ม Perk ซึ่งเปรียบได้เหมือนข้อดีของตัวละครเพื่อนำมาหักล้างกัน เช่นผู้เล่นอาจจะได้รับบาดเจ็บที่ขาบ่อยและมีข้อเสียขึ้นมาว่า ผู้เล่นเป็นพิการตลอดชีวิต โดยถ้ารับจะถูกลดความเร็วการเคลื่อนไหวลง 30% และไม่สามารถกระโดดพุ่งหลบได้จนกว่าจะจบเกม และถ้ารับแล้วจะไม่มีทางในการรักษาให้หายได้ เป็นระบบที่ให้ผู้เล่นรับความเสี่ยงมาเพื่อเพิ่มสมรรถภาพด้านอื่นของผู้เล่น

แต่น่าเสียดายที่ระบบข้อดีนั้นไม่ค่อยมีอะไรที่น่าอัปมาก แถมผู้เล่นได้คะแนนข้อดีทุก ๆ สองเลเวลอยู่แล้วและในระดับความยากปกติ สามารถเลือกรับข้อเสียได้แค่ 3 อย่าง (4 อย่างในระดับยาก และ 5 อย่างในระดับ Supernova) จึงไม่ค่อยจำเป็นและข้อเสียเองก็ไม่ได้ส่งผลต่อเกมมากจนทำให้เกมยากขึ้นอย่างชัดเจนในความยากปกติ เว้นแต่จะรับที่ยากสุดมาจริง ๆ แต่ต่อให้รับอันที่ทำให้เกมเล่นยากขึ้นมากหรือน้อยแค่ไหน ก็ได้คะแนนข้อดีเพิ่มมาแค่หนึ่งอยู่ดี สิ่งที่ผมมองว่าน่าจะแก้ไขคือทำให้ทั้งข้อเสียและข้อดีมีผลมากกว่านี้ และให้คะแนนข้อดีตามความร้ายแรงของข้อเสีย และถ้ามีระบบให้เลือกข้อเสียได้ตั้งแต่เริ่มเกมเลยก็น่าจะทำให้สวมบทบาทได้สนุกกว่านี้

ข้อเสียนี้มาจาการที่โดนปืนพลาสมายิงบ่อย ถ้ากดรับ ผู้เล่นจะโดนความเสียหายจากอาวุธพลาสมามากขึ้น 25% เพื่อแลกกับค่าเพิ่มข้อดีหนึ่งข้อ แต่จะไม่รับก็ได้นะ

การพูดคุยก็คือว่าเป็นส่วนใหญ่ของการสวมบทบาท โดยส่วนใหญ่เกมจะใช้ค่าทักษะต่าง ๆ มาใช้ในการให้ผู้เล่นเลือกตอบ การสนทนาบางครั้งต้องใช้ทักษะใดทักษะหนึ่งเพื่อเค้นข้อมูลหรือเพื่อช่วยผู้คนต่าง ๆ เช่นในเกมฉากหนึ่งจะเจอคนที่เจ็บอยู่ แล้วเราต้องการข้อมูลจากคนนั้น เราสามารถเดินเข้าไปแล้วใช้ทักษะการแพทย์ (Medical) เพื่อช่วยรักษาคนนั้นแล้วถามข้อมูลหรือจะโกหกเพื่อให้ตนเองได้ข้อมูลที่ต้องการมาก็ได้เช่นกัน หรือจากที่อาจจะต้องยิงเลือดสาดอาจจะกลายเป็นว่าคุณพูดขู่หรือหว่านล้อมจนอีกฝั่งได้แค่ยืนกำหมัดอยู่ห่าง ๆ

นอกจากการคุยก็ยังมีการสะเดาะกลอน การเจาะระบบ สองสิ่งนี้ต้องใช้ค่าการสะเดาะกลอน (Lockpick) และเจาะระบบ (Hack) ตามลำดับ ถ้าค่าไม่ถึงก็ไม่สามารถทำได้ และบางครั้งเกมบังคับให้ใช้ไอเท็มเสริมเพื่อสะเดาะกลอนหรือเจาะระบบอีกด้วย แต่ถ้าผู้เล่นมีค่าทักษะต่าง ๆ ไม่ถึง เกมยังมีตัวช่วยเป็นเครื่องแต่งกายที่ช่วยบวกค่าทักษะ ไอเท็มที่รับประทานเพื่อเพิ่มค่าทักษะได้ในระยะเวลาหนึ่งได้ด้วย

outer worlds 7
จริง ๆ แล้วประตูนี้ต้องใช้อุปกรณ์สะเดาะกลอน 1 อัน แต่ผมเพิ่มทักษะสะเดาะกลอนเลยได้โบนัสปลดล็อคฟรีถ้าใช้แค่อันเดียว และการสะเดาะกลอนเกมนี้ก็แค่กดปุ่มค้าง ไม่มีมินิเกมใด ๆ

ระบบลูกเรือของเกมนี้จะให้ผู้เล่นสามารถพาลูกเรือของยาน The Unreliable ไปช่วยระหว่างเล่นได้สองคน โดยแต่ละคนจะมีความสามารถและทักษะที่แตกต่างกันไปทั้งในด้านการต่อสู้ ลูกเรือแต่ละคนจะมีท่าการโจมตีพิเศษเป็นของตัวเองที่ผู้เล่นสามารถสั่งให้ใช้ได้ อีกทั้งผู้เล่นสามารถจัดหาอาวุธและเกราะที่เพิ่มความสามารถในการทำความเสียหายและป้องกันความเสียหายให้ได้อีกด้วย

และลูกเรือแต่ละคนยังสามารถเพิ่มค่าทักษะของผู้เล่นได้ซึ่งตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่าตัวละครนั้นมีทักษะอะไร และผู้เล่นได้เพิ่มค่า Perk ของลูกเรือที่จะช่วยเสริมค่าทักษะนั้นให้แก่ผู้เล่นด้วยหรือยัง ทุกตัวละครจะมีประโยชน์ต่างกันไป เวลาจะออกไปทำภารกิจที่ไหน การคำนึงถึงทักษะของลูกเรือเป็นสิ่งที่สำคัญ หรือถ้าคุณเปรี้ยวจัดก็ออกไปลุยคนเดียวเลยก็ได้นะ อีกอย่างที่ควรทราบก็คือลูกเรือสามารถออกจากทีมโดยถาวรได้ถ้าคุณทำให้พวกเขาไม่พอใจ ฉะนั้นพูดอะไร ทำอะไรก็จงระวังให้มาก ๆ นึกถึงจิตใจลูกเรือไว้ด้วย

outer worlds 8
เอลลี่คนหล่อ

อีกระบบคือระบบชื่อเสียง ระบบนี้จะเกิดจากการทำเควส การเลือกการกระทำต่าง ๆ ที่อาจจะกระทบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในด้านที่ดีหรือไม่ดี เช่นเลือกช่วยฝ่ายหนึ่งและทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายที่ช่วยก็จะชื่นชม และลดราคาสินค้าให้ ส่วนฝ่ายที่โดนทำร้ายก็จะเพิ่มราคาสินค้าและถ้าชื่อเสียงติดลบมาก ก็จะฝั่งนั้นถูกโจมตีโดยทันทีเมื่อมีการพบกัน

ส่วนระบบการต่อสู้นั้น ผมมองว่าเป็นระบบที่พอใช้ ไม่ได้เล่นสนุกอะไรมากมายนัก บางทีก็รู้สึกง่ายหรือยากเกินจริงไปบ้างเพราะว่าศัตรูเลเวลน้อยกว่าหรือมากกว่าปืนและเกราะที่ผู้เล่นและเพื่อนร่วมทีมใช้ ปืนมีไม่ค่อยเยอะและส่วนใหญ่ก็อิงเลเวลและความเสียหายจากปืนเป็นหลัก ถึงแม้จะสามารถจ่ายเงินเพื่อเพิ่มความเสียหายปืนได้ (ลดราคาการเพิ่มความเสียหายได้โดยการเพิ่มค่า Science) แต่บางทีหากระบอกใหม่ก็คุ้มกว่า แล้วปืนก็ไม่ได้หลากหลายมาก แต่ทีมงานทดแทนด้วยระบบแต่งปืนและเกราะที่มีของแต่งเยอะ แต่ถ้าติดแล้วไม่สามารถถอดได้ ต้องใช้ค่าทักษะวิศวกรรม (Engineer) เพื่อให้ได้โอกาส 20% ในการถอดของแต่งปืนและเกราะเมื่อย่อยของเอา

และในเกมนี้ยังมีระบบปืนและเกราะสึกหรอ ถ้าสึกหรอจะเสียความสามารถส่วนใหญ่ไป ต้องเสียเงินซ่อมที่ NPC หรือซ่อมเองโดยใช้โต๊ะช่างและชิ้นส่วนอาวุธหรือเกราะ ชิ้นส่วนสามารถหาได้จากในเกมหรือย่อยอาวุธหรือเกราะเอา โดยผู้เล่นสามารถซ่อมของระหว่างสู้ได้ถ้ามีค่าวิศวกรรม 20 แต่จะต้องเสียชิ้นส่วนมากกว่าตอนที่ซ่อมที่โต๊ะ

ในเกมนี้ยังมีระบบที่เรียกว่า Tactical Time Dilation (TTD) ซึ่งระบบนี้จะทำให้เวลาเดินช้าลงเพื่อให้ผู้เล่นสามารถเล็งปืนหรือเข้าไปโจมตีได้ง่ายขึ้น ระบบนี้จะบอกข้อมูลของศัตรูเช่น เลเวล และมีโอกาสทำความเสียหายได้มากกว่าการยิงปกติ รวมไปถึงให้ผู้เล่นเล็งไปที่จุดอ่อนต่าง ๆ ของศัตรูเพื่อยิงแล้วให้เกิดสถานะต่าง ๆ ได้อีกด้วย ระบบนี้จะมีหลอดคอยบอกอยู่ด้านบนซ้าย จะหมดเร็วต่อเมื่อผู้เล่นเดินหรือยิง แต่ถ้าอยู่เฉย ๆ จะลดช้า เมื่อหลอดหมดผู้เล่นจะถูกดึงกลับมาในเวลาปกติทันที และต้องรอจนกว่าหลอด TTD จะค่อย ๆ ฟื้นกลับมาอย่างน้อย 25% ถึงจะกดใช้อีกครั้งได้

outer worlds 9
เมื่อกดใช้ TTD เป้าจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงและเวลาจะเดินช้าลง ผู้เล่นสามารถดูเลเวล เลือด เกราะและอาวุธที่ศัตรูใช้ได้ทางด้านซ้าย และเมื่อเล็งไปที่จุดอ่อน จะมีบอกสถานะเมื่อถูกยิงไว้ที่ด้านล่างเป้า ในรูปนี้ผมเล็งไปที่ขา ถ้าผมยิงโดน ศัตรูตัวนี้จะติดสถานะ Cripple (ขาหัก) และไม่สามารถเดินได้ไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง

ระบบทรัพยากรเกมนี้ก็ยังถือว่าทำได้ไม่ค่อยดี แม้ว่าจะเล่นยิงแค่ไหนก็ตาม กระสุนก็เหลือใช้จนล้น ทั้งที่เกมมีกระสุนแค่สามชนิด เบา หนัก พลังงาน และมีปืนให้ใส่ถึง 4 ช่อง แต่กระสุนในเกมนี้หาจากศัตรูและตามแผนที่ง่ายมาก อาจจะเป็นข้อดีที่ว่าทำให้ผู้เล่นไม่ต้องระแวงเรื่องกระสุนไม่พอใช้ แต่ผมมองว่ามันทำให้การใช้ปืนดูเป็นสิ่งที่ควรทำอยู่ตลอด อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ชิ้นส่วนเกราะกับปืนก็เหลือใช้จนไม่รู้จะย่อยของไปทำไม ต่อให้ซ่อมกลางแผนที่ก็ยังเหลือ แถมถ้าปืนพัง หยิบเอาจากพื้นเผลอ ๆ ได้ปืนเลเวลสูงกว่าอีก เงินก็เหลือใช้ ของที่ขายในร้านก็หาได้ง่ายจนไม่รู้ว่าถ้าไม่เอาไปใช้ซื้อของที่เกมบังคับให้ซื้อก็ไม่รู้จะเอาตังไปอะไร ของกิน ยาก็หาง่ายเช่นกัน

ผมเล่นแบบความยากปกติ สิ่งที่ผมใช้ก็คือยาที่ใช้รักษาตัวเองอย่างเดียว กับยาที่ใช้เพิ่มค่าทักษะบางอย่าง ของกินอื่นมีไว้รกหน้าสิ่งของอย่างเดียว ผมเข้าใจว่าเกมนี้ยังอยู่ในโลกที่สังคมยังไม่ล่ม แต่ว่าสถานที่ที่ถูกทิ้งร้าง หรือสถานที่ที่คณะกรรมการไม่เหลียวแลก็ไม่น่าจะมีของให้หยิบใช้เยอะขนาดนี้นะ มันทำให้โลกข้างนอกการควบคุมของคณะกรรมการไม่ได้ดูน่ากลัวอย่างที่เกมพยายามจะเล่าถ้าพูดถึงในด้านอาหารและอาวุธป้องกันตัว

ในด้าน AI ศัตรู (ปัญญาประดิษฐ์) เกมก็ยังทำได้ไม่ดีนัก ส่วนใหญ่จะไม่หลบก็วิ่งเข้ามาโดยตรง ไม่ค่อยมีการใช้แผนการอื่นในการเข้ามาสู้กับผู้เล่นเท่าไหร่ แล้วช่วงหลังศัตรูเลเวลเยอะขึ้น ถ้าผู้เล่นใช้ปืนที่มีความเสียหายไม่เท่ากับศัตรู เวลาโดนวิ่งชาร์จเข้ามามันก็น่าปวดหัวใช้ได้

ที่พูดไปทั้งหมดนี้ก็ต้องยอมรับว่าระบบทั้งหมดทำให้เกมนั้นเล่นง่ายสำหรับมือใหม่ เป็นเกมที่เหมาะสำหรับคนเริ่มเล่นแนวนี้ ส่วนคนที่คล่องก็สามารถเล่นได้ แต่ช่วงท้ายเกมก็รู้สึกว่าตัวผู้เล่นค่อนข้างโกงมาก ก็อาจจะต้องเพิ่มระดับความยากหน่อยและพยายามใช้ระบบข้อเสียกับสร้างตัวละครเฉพาะทางเพื่อให้เล่นได้ท้าทายขึ้นครับ

outer worlds 10
กระสุน 4000 นัด ยาฟื้นฟูเลือดเกือบ 200 ขวด (บนซ้าย) ตายก็เก่ง

ส่วนเรื่องแผนที่ในเกม The Outer Worlds ใช้วิธีแบ่งเกมเป็นดาว และในแต่ละดาวก็จะมีแผนที่ขนาดไม่ใหญ่มากให้วิ่งเล่น แต่ละดาว แต่ละแผนที่มีธีม การออกแบบฉากและศัตรูเป็นของตัวเอง ทำให้แต่ละแผนที่มีความโดดเด่นและเป็นตัวของตัวเองชัดเจน และเนื่องจากแผนที่เล็กและมีระบบ Fast Travel ที่ค่อนข้างเยอะ และเมื่อเล่นเนื้อเรื่องหลักไปเรื่อย ๆ บางทีผู้เล่นก็จะสามารถเห็นผลกระทบที่ตนเองทำต่อดาวนั้นได้อีกด้วย

outer worlds 11
ดาวทั้งหมดที่ผู้เล่นสามารถเดินทางไปได้
outer worlds 12
ขนาดแผนที่ดาวแรกของเกมซึ่งในเกมจะมีแผนที่ขนาดประมาณนี้หมด จุดสีฟ้าคือจุด Fast Travel ที่สามารถกดจากที่ไหนก็ได้ถ้าผู้เล่นอยู่ติดพื้นและไม่โดนโจมตีอยู่

Art Direction

กราฟฟิคเกมนี้ดูอาจจะไม่ได้สวยงามมาก แต่ก็ไม่ได้ดูน่าเกลียดเช่นกัน สิ่งของต่าง ๆ ยังมีรายละเอียด โมเดลต่าง ๆ ก็พอใช้ โดยเฉพาะโมเดลตัวละครหลักทุกคนมีรายละเอียดและอนิเมชั่นที่ดี รวมถึงการที่เกมมีเอฟเฟคเบลอฉากหลังของตัวละครหลักเวลาเข้าหน้าคุย ทำให้รายละเอียดของตัวละครนั้นเด่นขึ้นมาได้อย่างชัดเจน แต่ว่าตัวละครประกอบฉากและศัตรูส่วนใหญ่มักจะใช้โมเดลเดียวกันหรือคล้ายกันหมด เลยดูไม่หลากหลายและมีชีวิตเท่าที่ควรและงานอนิเมชั่นก็ไม่ละเอียดเท่าตัวละครหลัก

outer worlds 14
โมเดลตัวละครหลักที่ออกแบบมาดีและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เห็นก็พอเดาได้เลยว่าคนเหล่านี้เป็นคนอย่างไร

ในเกมมีดาวและแผนที่หลายแบบ บางแผนที่ก็จะเป็นป่า เป็นตึก เป็นภูเขา หรือถ้ำ แล้วแต่ภูมิประเทศ การออกแบบและโทนสีของแต่ละที่ไป เกมจะมีการออกแบบที่ดึงมาจากการท่องดินแดนคาวบอยตะวันตกแบบไกลปืนเที่ยง ดาวเคราะห์ร้าง เมืองที่อยู่ห่างไกลและเมืองหลวงที่มีผู้คนมากมาย แต่ละที่จะไม่ค่อยมีซ้ำกันเว้นแต่จะเป็นดาวเดียวกันหรือมีสิ่งก่อสร้างที่คล้ายกัน แล้วการที่เกมจะให้ผู้เล่นเดินทางไปทีละดาว แก้ปัญหาไปทีละดาว มันทำให้ผู้เล่นคุ้นเคยกับแผนที่ได้ดี ก่อนที่จะเดินทางไปดาวต่อไป และอาจมีบ้างครั้งที่ต้องเดินทางกลับมาที่ดาวเก่า อันนั้นก็ช่วยให้เปลี่ยนบรรยากาศได้ดี เพราะว่าบางทีเมื่อเดินทางกลับมา ผู้เล่นก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของดาวนั้นที่เกิดมาจากการกระทำของตัวเองด้วย

outer worlds 15
ทิวทัศน์บนดาว Monarch
outer worlds 16
บรรยากาศนอกเมือง Edgewater บนดาว Terra II
outer worlds 17
แสงสีมากมายในเมืองหลักของเกมที่อยู่ในยานอวกาศนาม Groundbreaker

ตัวเกมมีตัวเลือกให้ปรับกราฟฟิคค่อนข้างน้อย เพราะว่าเกมได้มัดรวมหลายตัวเลือกที่ควรแยกไปอยู่ด้วยกันหมด ปรับอย่างหนึ่งก็กระทบอย่างอื่นด้วย ถ้าอยากจะปรับแต่ละจุดต้องเข้าไปแก้ไขในไฟล์ .ini ของเกม อันนี้เป็นจุดที่ผมเองไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ เพราะมีเอฟเฟคหลายอย่างที่ผมอยากปิด และบางอันที่ผมอยากเปิด แต่การปรับในเกม ถ้าปิดก็ปิดหมด เปิดก็เปิดหมดเลย

เกมรันค่อนข้างดีในเครื่องของผม (Ryzen 5 3600/GTX 970) ปรับ View Distance (ระยะที่มองเห็นในเกม) นิดหน่อยเกมก็สามารถรันได้แบบ 60fps โดยที่ไม่มีเฟรมตกบ่อยนัก แต่เกมค่อนข้างใช้ทรัพยากร GPU และ VRAM เยอะ ผู้ใดที่มีปัญหาเรื่อง GPU/VRAM ไม่เพียงพอก็แนะนำให้ศึกษาให้ดีก่อนซื้อครับ

outer worlds 18
กลิ่นอายของเกมมันก็จะคาวบอยอวกาศหน่อย ๆ

Music/Score

ในเรื่องเพลงประกอบ เท่าที่เล่นมาจนจบ ผมไม่รู้สึกว่ามีเพลงไหนที่เด่นขึ้นมาเลยเว้นแต่เพลงหน้าเมนูหลัก รวมถึงการที่เกมไม่ค่อยมีเพลงเสียเยอะ ส่วนใหญ่คือเสียงเพลงแบบจากบรรยากาศเลยไม่ค่อยให้ความรู้สึกว่าโดดเด่น แต่ก็ช่วยให้บรรยากาศของฉากนั้นแน่นขึ้น ถึงจะไม่ได้ดีเลิศมากมาย แต่ก็ถือว่าทำหน้าที่ในการเสริมอารมณ์การเล่นได้ระดับหนึ่ง

Sound Design

ด้านของการออกแบบเสียงของเกมนั้น ผมขอแบ่งออกเป็นสองส่วนคือเสียงพากย์และเสียงประกอบ ส่วนเสียงพากย์ผมต้องขอชมว่านี่ก็เป็นอีกจุดแข็งของเกมเลย การเขียนบทและการพากย์เสียงคือตัวที่แบกเกมนี้ไว้จริง ๆ ตัวละครหลักมีเสียงที่เหมาะสมและพากย์ได้อย่างดีเยี่ยม ทำให้ผู้เล่นสามารถอินไปกับบทของเกมได้อย่างง่ายดายขึ้น

ส่วนเสียงประกอบ ผมมีความคิดว่าอยู่ในขั้นที่ว่าดี เสียงปืนไม่ได้แน่นมากแต่ถือว่าใช้งานได้ เสียงเวลาเปิดประตู หยิบสิ่งของ หยิบปืนหรือตอนเลือกคำสั่งก็ทำได้ดี แยกออกง่ายว่านี่คือเสียงจากการทำเควสหรือการเลือกตอบ ไม่ถูกเสียงอื่นกลืนไปจนหมด

Pros.

  • ระบบสวมบทบาทที่เข้าถึงง่าย แต่มีความลึก
  • เนื้อเรื่องกับตัวละครหลักที่เขียน พากย์เสียง ทำโมเดลและอนิเมชั่นได้อย่างดีเยี่ยม
  • แผนที่ในเกมมีความหลากหลาย น่าสำรวจ และไม่ใหญ่จนเกินไป
  • ความยาวของเนื้อเรื่องหลักที่กำลังดี
  • บัคน้อยมากจนแทบไม่มี

Cons.

  • ระบบต่อสู้ ทรัพยากร และ Flaw/Perk ที่ยังไม่สมดุล
  • ดนตรีและเสียงประกอบไม่น่าสนใจ
  • ระบบปัญญาประดิษฐ์ของศัตรูยังทำได้ไม่ดี

Verdict

The Outer Worlds เป็นเกมแอคชั่นสวมบทบาทแบบบุคคลที่หนึ่งที่สอบผ่านในด้านการสวมบทบาทและการสร้างสถานการณ์ให้บทบาทนั้นโดดเด่นและมีความหมาย รวมถึงมีการเขียนบทที่มีความหดหู่ แยบยลและตลกในเวลาเดียวกัน แถมยังมีการพากย์เสียงและการออกแบบตัวละครหลักที่ยอดเยี่ยม และแทบไม่มีบัคให้เห็น เสียที่ว่าระบบการต่อสู้ ทรัพยากรและระบบข้อดี ข้อเสีย (Perk/Flaw) ยังไม่สมดุลเท่าที่ควรจะเป็น เลยทำให้ส่วนการต่อสู้ของเกมไม่สนุกเท่ากับส่วนเนื้อเรื่องและส่วนคุย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าระบบเหล่านั้นจะน่าเบื่อแต่อย่างใด ทุกระบบต่างพากันช่วยยกระดับเกมให้สนุกขึ้น เพียงแต่ว่าทางทีมงาน Obsidian เลือกที่จะเอาจุดแข็งของตัวเองอย่างเนื้อเรื่องและระบบสวมบทบาทมาเป็นตัวชูโรงมากกว่าระบบอื่น ๆ
Narrative
9
Direction
8
Visual
7.5
Sound
7.5