The Ascent Review

เกมยิงก้านคู่เดินตะลุยของทีมงานอิสระขนาดเล็กที่มาพร้อมกับงานสร้างสุดอลัง ราวกับงานคอนเซปต์อาร์ตที่สามารถเล่นได้
the ascent review

นับตั้งแต่เกม Cyberpunk 2077 เปิดตัว มันก็ทำให้ความ “ไซเบอร์พังค์” กลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างหลังแอบอยู่ในมุมมืดของโลกไซไฟมานานหลายปี และมันก็ได้นำวิดีโอเกมแนวไซเบอร์พังค์จำนวนมากที่เตรียมสร้างมาเพื่อเกาะกระแสหลากหลายแนวที่ทยอยตามออกมาด้วย The Ascent ผลงานของทีมพัฒนา Neon Giant ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มาพร้อมกับความทะเยอทะยานด้วยงานสร้างเหนือระดับทีมงานขนาดเล็ก แต่ก็น่าเสียดายที่ศักยภาพของมันกลับถูกบดบังด้วยปัญหาทางด้านเทคนิคและเกมการเล่นที่ตื้นเขิน

ทีมงาน Neon Giant เป็นทีมพัฒนาเกมอิสระหน้าใหม่ที่เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2018 และก็มีจำนวนพนักงานเพียงสิบคนต้นๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นทีมงานที่เคยมีประสบการณ์ในการสร้างเกมยิงมาแล้วอย่างมากมาย ทั้งเกมอย่าง Bulletstorm หรือ Gears of War ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เกม The Ascent ยังคงมีกลิ่นอายของสองเกมดังกล่าว แม้ตัวเกมจะเป็นเกมแนวเกมยิงก้านคู่ (twin-stick) ที่มีมุมมองจากด้านบน แต่มันก็มาพร้อมกับความการออกแบบที่เน้นเอาสะใจเข้าว่าและยังมาพร้อมกับงานสร้างอันน่าตื่นตะลึงเกินคาดไม่ต่างจากเกมฟอร์มยักษ์เลยทีเดียว

the ascent co op

The Ascent เป็นเกมยิงมุมมองจากด้านบนที่เล่าเรื่องราวอันแสนเรียบง่ายเพื่อให้ส่วนของความเป็นเกมตะลุยยิงมาเติมเต็ม โดยในเกมผู้เล่นจะได้รับบทเป็นประชากรชนชั้นแรงงานเบี้ยล่างของ Ascent Group บริษัทยักษ์ใหญ่ผู้กุมบังเหียนของ “ดวงดาวเวเลส” (Veles) ที่จู่ๆ วันหนึ่งระบบทั้งหมดของ Ascent Group ก็ได้ปิดตัวลงไปอย่างไร้สาเหตุ ส่งผลให้เหล่าองค์กร และบริษัทคู่แข่งเริ่มเข้าชิงอำนาจในช่วงสุญญากาศ โดยที่เราในฐานะผู้เล่นก็จะได้พบเจอกับเหตุการณ์มากมาย ผ่านเควสช่วยชาวบ้านและองค์กรต่างๆ ท่ามกลางความสับสนอลหม่านที่ได้นำพาไปสู่การเฉลยปริศนาถึงสาเหตุที่ทำให้ Ascent Group ได้ปิดตัวลง

อันที่จริง The Ascent เปิดหัวด้วยเรื่องราวตามสไตล์เกมไซเบอร์พังค์ได้อย่างน่าสนใจ และเกมเองก็มีความพยายามที่จะนำเสนอการสร้างโลกเกมที่มีความลึก ที่นำเสนอเหล่ากลุ่มก้อนและตัวละครต่างๆ ในโลกเกมผ่านเรื่องราวที่เป็นเส้นตรงที่มีการแตกแขนงแยกย่อยออกไปบ้าง แต่มันกลับถูกบดบังด้วยศัพท์แสงตามสไตล์เกมไซเบอร์พังค์ (ที่เป็นคำศัพท์เฉพาะของเกม) ที่มากเกินไป จนบางครั้งเราก็แทบจะจับต้นชนปลายไม่ถูกว่าสิ่งที่ตัวละครกำลังพูดถึงหมายความว่าอะไรกันแน่ มีบ่อยครั้งที่ผู้เขียนต้องหยุดพักเพื่อเปิดหน้าจอ Codex ของเกมมาอ้างอิง และที่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือเกมไม่ได้พยายามที่จะอธิบายความสัมพันธ์ของเหล่าตัวละครและกลุ่มก้อนฝั่งฝ่ายจำนวนมากให้เราได้เข้าใจ รวมไปถึงเหล่าตัวละครในเกมเองก็ยังขาดซึ่งเอกลักษณ์ด้วยขีดจำกัดของการออกแบบเกม ซึ่งก็ยังทวีความน่าหงุดหงิดให้ยิ่งขึ้นด้วยเสียงพากย์ภาษาเอเลี่ยนของตัวละครรายทางบทบาทไม่สำคัญ ที่น่ารำคาญเสียอยากจะกดข้ามให้หมดอีกด้วย

the ascent side scroll

แต่อย่างไรก็ดีใจความสำคัญของเรื่องราวในเกม The Ascent ก็ไม่ได้ยากเกินความเข้าใจมากนักมันเล่าเรื่องราวการแก่งแย่งชิงอำนาจหักเหลี่ยมเฉือนคมตามสไตล์โลกเกมไซเบอร์พังค์ที่นำพาไปสู่บทสรุปที่มีความ “อิหยังวะ?” อยู่พอประมาณ และตัวเราในฐานะชนชั้นแรงงานชั้นล่างก็มีหน้าที่แค่การรับงานจากผู้ว่าจ้างไปเรื่อยๆ ที่เหมือนเพียงแค่ว่าเราเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งที่ได้มีส่วนร่วมและรู้เห็นเป็นสักขีพยานของเหตุการณ์ภายในเกมเท่านั้น ภารกิจต่างๆ ในเกมที่เราจะได้ทำก็มีเพียงแค่การเดินจากจุด A ไปยังจุด B เพื่อกำจัดศัตรูที่ขวางหน้า ด้วยการที่ใจความหลักของเกมมันคือเกมเดินหน้า (หรือถอยหลัง) ยิงในแบบเอามันส์เข้าว่าที่ชูระบบความเป็นเกมแอ็กชันสวมบทบาทและเน้นหนักไปที่การเล่นร่วมกับเพื่อน (co-op)

โดยพื้นฐานแล้วระบบการเล่นของ The Ascent แทบไม่ต่างจากเกมยิงก้านคู่เกมอื่นๆ ที่ผู้เล่นจะต้องเดินหน้าไล่เล็งยิงศัตรูไปตามฉากพลางต้องหลบหลีกการโจมตีไปเรื่อยๆ แต่เกมก็เพิ่มลูกเล่นอย่างการยิง “เล็งสูง” เข้ามาเพื่อสร้างความแตกต่าง โดยในเกมเราจะสามารถกดปุ่มทริกเกอร์เพื่อยกปืนขึ้นมายิงศัตรูให้สูงขึ้นจากระดับเอวหรือเหนือสิ่งกีดขวางต่างๆ ได้แม้ไม่มีระบบการดูดหลังติดกำแพงเหมือนกับเกมอย่าง Gears of War แต่เกมก็มีปุ่มย่อตัวที่ช่วยให้ผู้เล่นสามารถหลบการโจมตีและยิงต่อสู้สวนเหล่าศัตรูได้ แต่อย่างไรก็ดีมันก็ยังคงเป็นลูกเล่นที่เราอาจเรียกว่าเป็นจุดขายได้ไม่เต็มปากนัก

the ascent shop

ด้วยความที่เกม The Ascent เป็นเกมสวมบทบาทตัวเกมจึงมีระบบการพัฒนาตัวละครด้วย โดยในตลอดเกมการเล่นเราจะได้รับค่าประสบการณ์และแต้มสำหรับการอัปเกรดค่าสถิติต่างๆ ซึ่งเกมก็มีค่าสถิติที่หลากหลายทั้งการเพิ่มความเร็วของการใช้สกิล, ความเพิ่มความเร็วในการรีโหลด, เพิ่มอัตราการเกิดคริติคอล, เพิ่มพลังชีวิต, และอื่นๆ เท่าที่ท่านผู้อ่านคงจะนึกออก แต่การอัปเกรดค่าสถิติต่างๆ เหล่านี้กลับไม่ส่งผลอย่างเห็นได้ชัดมาก แม้เกมจะเปิดช่องให้ผู้เล่นเก็บแต้มอัปเกรดพลังได้เรื่อยๆ จนค่าสถิติเต็มทุกค่าหลังเลเวลตัน แต่เกมก็ไม่ได้มีเนื้อหาหลังเกมจบมาให้การอัปเกรดแสดงประสิทธิผลแต่อย่างใด ซึ่งเกมยังออกแบบให้ศัตรูเป็นระบบคงเลเวลตามพื้นที่ โดยไม่ได้ขยับขีดความสามารถมาตามผู้เล่นอีกด้วย

นอกจากระบบการพัฒนาตัวละครแล้ว The Ascent ก็ยังมาพร้อมกับระบบลูต (loot) ตามสไตล์เกมแอ็กชันสวมบทบาท โดยในเกมผู้เล่นจะสามารถสวมใส่เครื่องแต่งกายได้สามชิ้น (หัว,ตัว,เท้า) ซึ่งเครื่องเคราเหล่านี้ก็จะมีการระดับความเก่งตามค่าสถิติต่างที่ติดมาและแบ่งออกเป็นระดับสีความหายากเช่นเดียวกับอาวุธในเกมเองก็เช่นกัน แต่ระบบไอเทมที่ว่านี้มันก็ไม่ได้หลากหลายเหมือนกับเกมสไตล์ลูตเตอร์ (อย่างเช่น Diablo หรือ Destiny) โดยแท้ แม้จะมีอาวุธราว 20 รูปแบบ แต่อาวุธและเครื่องแต่งกายแต่ละรูปแบบที่ผู้เล่นจะได้รับจากศัตรูมันจะมีค่าสถิติเหมือนกันหมดโดยไม่มีการสุ่มค่าสถิติเสริมเติมแต่งใดๆ มาเพิ่ม ซึ่งการที่จะเพิ่มขีดความสามารถของอาวุธก็ทำได้เพียงแค่การนำมันไปอัปเกรดโดยตรงที่สามารถเพิ่มเติมได้เพียงแค่ความแรงเท่านั้น

the ascent gunplay

แต่อย่างไรก็ดีเกมก็เพิ่มความหลากหลายด้วยอุปกรณ์เสริมมาให้เราได้ใช้งานไม่ว่าจะเป็น ระเบิดรูปแบบต่างๆ ทั้งระเบิดคลื่นไฟฟ้า, ระเบิดคลื่นกระแทก ไปจนถึงป้อมปืนกลอัตโนมัติ และชุดหุ่นยนต์ ซึ่งเกมยังได้เพิ่มระบบการปรับแต่งองค์ทรงเครื่องตัวละครอย่างระบบช่องใส่การดัดแปลง (Augmentation) ที่มาช่วยเสริมการพัฒนาตัวละคร โดยแบบออกเป็นช่องใส่ “Aug” ที่จะมอบสกิลกดใช้ต่างๆ เช่น การเรียกหุ่นยนต์แมงมุมระเบิดมาช่วยสู้ หรือทำให้กระสุนที่ยิงออกไปเป็นกระสุนติดตามเป้าหมาย ไปจนถึงการมาร์กตัวศัตรูให้ตัวระเบิดตอนตายก็มี โดยช่องการดัดแปลงอีกช่องหนึ่งจะถูกเรียกว่า “Mod” ที่จะเป็นการเสริมความสามารถพาสซีฟต่างๆ เช่นการทำให้ตัวละครสามารถพุ่ง (แดช) ได้ หรือการเพิ่มความเร็วในการฟื้นฟูพลังชีวิตจากไอเทมตามฉากเป็นต้น ซึ่งเกมก็ประเดประดังศัตรูมาหลากหลายรูปแบบให้เราได้ใช้ความสามารถเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่และสนุกตึงมือเลยทีเดียว

แม้ระบบการเล่นของ The Ascent จะไม่ได้ลึกเหมือนอย่างที่เกมแอ็กชันสวมบทบาทควรเป็น และลูกเล่นอย่างการยิงข้ามสิ่งกีดขวางเองก็ดูธรรมดาดาษดื่น แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างให้มันเหนือกว่าเกมในรูปแบบเดียวกันก็คือการออกแบบฉากและสร้างฉากหลังไซเบอร์พังค์ที่ราวกับหลุดมาจากงานคอนเซปต์อาร์ตที่สามารถเล่นได้ ด้วยการที่เกมลึกที่จะยึดติดมุมกล้องไว้ในการนำเสนอก็ทำให้ทีมงานสามารถจัดเต็มใส่รายละเอียดต่างๆ ได้อย่างเต็มที่

the ascent background

ทั้งแสงสีนีออนต่างๆ เมืองที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คน ตึกระฟ้าประติมากรรมที่เป็นฉากหลัง ฝนที่ตกลงมาตามสไตล์ฟิล์มนัวร์ พื้นผิวที่สะท้อนแสงไฟ และความสับสนอลหม่านจากการแสดงผลทางด้านฟิสิกส์ ทั้งจากการยิงต่อสู้หรือเอฟเฟกต์การระเบิด และการใช้ความสามารถจากสกิลต่างๆ หรือแม้แต่แอนิเมชันของเหล่าจักรกลในโลกอันเสื่อมโทรมสวนทางกับเทคโนโลยีที่เป็นฉากหลัง ที่จะบอกว่ามันเป็นเกมยิงก้านคู่ที่มีมุมมองจากด้านบนที่มีการออกแบบงานภาพสวยที่สุดในเวลานี้ก็ว่าได้อย่างเต็มปาก แม้จะไม่ได้มีความหลากหลายทางทัศนียภาพมากนักแต่ในจังหวะที่มันต้องการโชว์งานภาพมันก็ทำได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งเกมก็ไม่ได้เพลย์เซฟด้วยการสร้างฉากขนาดเล็ก แต่กลับเลือกที่จะสร้างเป็นแผนที่ขนาดใหญ่แบบเปิดกว้าง ที่มีการเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ถึงกันอีกด้วย

แต่ The Ascent ก็ควรจะเป็นเกมที่ดีกว่านี้ หากไม่นับระบบการเล่นอันแสนตื้นเขินที่สามารถต่อยอดไปได้อีก เกมกลับยังมาพร้อมด้วยปัญหาทางด้านเทคนิคอันน่ากวนใจมากมายๆ โดยเฉพาะบั๊กจากเควสต่างๆ ที่บ่อยครั้งเราจะไม่สามารถทำไซด์เควสข้ามลำดับได้ เช่นในตอนที่สำรวจฉากผู้เขียนเดินสำรวจไปเจอไอเทมในกล่องๆ หนึ่งที่เป็นไอเทมทั่วไป แต่กล่องไอเทมที่ว่านี้กลับเป็นกล่องสำหรับเป็นทริกเกอร์เพื่อจบไซด์เควสที่ได้รับมาในภายหลัง แทนที่เกมจะจบเควสให้ทันที กลับกลายเป็นว่าผู้เขียนต้องเดินทางทำภารกิจเก็บของในกล่องใบนั้นใหม่อีกครั้ง แต่เจ้ากรรมไอเทมดังกล่าวกลับไม่โผล่กลับมาให้เก็บได้อีก จนกลายเป็นว่าไซด์เควสไม่สามารถทำต่อไปได้

นอกจากนี้ในไซด์เควสบางเควสจะไม่สามารถทำได้เพราะประตูจะไม่เปิดเมื่อถึงเนื้อเรื่องที่กำหนด (ซึ่งขัดแย้งกับระบบนำทางที่บ่งชี้ว่ามันสามารถทำได้) หรือและก็มีบางครั้งที่ผู้เขียนกำจัดศัตรูที่เป็นเป้าหมายหรือส่งของตามเงื่อนไขไปแล้ว แต่เกมกลับไม่ทริกเกอร์จบเควสและต้องแก้ไขโดยการโหลดเกมขึ้นมาใหม่และเล่นตั้งแต่ต้นก็มี และยังไม่นับรวมบั๊กจิปาถะต่างๆ ที่เยอะเสียจนไม่แน่ใจว่าผู้เขียนเล่นไม่ถูกขั้นตอนหรือมันเป็นบั๊กของเกมกันแน่ ซึ่งเกมก็ยังมาพร้อมกับระบบการนำทั้งระบบการนำทางที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ และยังมาพร้อมกับแผนที่อันสุดงงงวยประหนึ่งเล่นเกมแก้ปริศนาอีกด้วย

the ascent player

อันที่จริงแล้ว The Ascent เป็นเกมยิงมุมมองจากด้านบนที่วางรากฐานงานสร้างได้อย่างน่าสนใจ แต่ตัวเกมถูกจำกัดด้วยการออกแบบตามสไตล์เกมฟอร์มเล็กที่เนื้อหาที่มีเกมการเล่นราว 10 กว่าชั่วโมงที่ส่งผลให้ระบบของตัวเกมตื้นเขินและธรรมดาจนน่าใจหาย ผิดกับงานภาพและการสร้างโลกที่เต็มไปด้วยรายละเอียดเกินหน้าเกินตาเกมแถวหน้าในยุคนี้ ประกอบกับปัญหาทางด้านเทคนิคอันสุดแสนกวนใจหลายประการ The Ascent จึงลงเอยด้วยการเป็นเกมยิงที่พอเล่นได้สนุก มีความท้าทายให้ได้พอเผชิญอยู่บ้าง แต่ครั้นขึ้นเครดิตว่าจบแล้วก็เป็นอันว่าจบกัน

5/10
Total Score
Total
8
Shares
8 Share
0 Tweet
0 Share
0 Share
Previous Post
mario party superstars

Mario Party Superstars เกมปาร์ตี้ภาคใหม่ที่ขนเกมมาให้เล่นเพียบเหมือนเดิม

Next Post
people can fly new strategy

People Can Fly เตรียมสร้างเกมระดับ AA พร้อมปล่อยเกมใหม่ทุกๆ ปีหลังปี 2024

Related Posts
metro exodus concept art

Metro Exodus Review โลกที่เปิดกว้างกับอัตลักษณ์ที่ไม่เปลี่ยนแปลง

บทวิจารณ์เกม Metro Exodus ภาคที่ 3 ของเกมซีรีส์ Metro เกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่ง เรื่องราวหลังโลกหายนะ จากวิสัยทัศน์ของ Dmitry Glukhovsky นักเขียนนิยายชื่อดังชาวรัสเซีย
อ่านต่อ
bloodstained review

Bloodstained: Ritual of the Night Review

Bloodstained: Ritual of the Night ก็ยังเป็นเกมที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของเกมเก่าๆ ที่เราคิดถึง แม้งานภาพของมันจะไม่ได้ดูดีเหมือนเกมในสมัยนี้แต่เพลงประกอบของเกมก็ทำหน้าที่ช่วยส่งการนำเสนอได้อย่างยอดเยี่ยม และมันก็ยังมาพร้อมกับเกมการเล่นอันสุดแสนจะโบราณที่ยังคงความสนุกได้อย่างน่าเหลือเชื่อที่มีทั้งความหลากหลาย เปิดกว้าง และท้าทายที่จัดมาให้อย่างเต็มอิ่ม
อ่านต่อ
detroit become human review

Detroit: Become Human Review

Detroit: Become Human คือเกมที่ต้องการตั้งคำถามกับเราในฐานะมนุษย์ในยุคปัจจุบันว่าเราต้องการให้อนาคตที่กำลังจะมาถึงในรูปแบบไหน ด้วยเกมการเล่นในแบบดั้งเดิมตามสไตล์ของทีมงาน Quantic Dream ด้วยงานโปรดักชันอันโดดเด่น แต่อย่างไรเสียมันก็ยังมีข้อจำกัดที่เหนี่ยวรั้งความต้องการของผู้เล่นเอาไว้
อ่านต่อ
Total
8
Share