State of Decay 2 Review

State of Decay 2 คือเกมเอาตัวรอดฟอร์มเล็กภาคต่อของเกมม้ามืดที่เคยออกวางจำหน่ายในปี 2013 แต่การกลับมาในครั้งนี้ แม้มันก็ได้รับการปรับปรุงขึ้นจากเกมภาคแรก แต่ก็อาจไม่ได้มากอย่างที่คาดหวัง
State Of Decay 2 Juggernaut Edition Review
State Of Decay 2, Undead Labs

State of Decay 2 คือเกมที่ทำให้ผู้เขียนเหมือนได้สัมผัสโลกเกมแบบซีรีส์ The Walking Dead ได้อย่างแท้จริง แม้มันจะเป็นเกมที่มีสเกลไม่ได้ใหญ่โตมากนัก งานสร้างก็ไม่ได้อยู่ในระดับขั้นของความเป็นเกม AAA เหมือนเกมอย่าง Days Gone แต่มันก็ให้ความพึงพอใจในการมารับบทเป็นเหล่าผู้รอดชีวิตท่ามกลางโลกหลังหายนะที่เต็มไปด้วยเหล่าซอมบี้ แต่อย่างไรก็ดีด้วยความคาดหวังจากการเป็นแฟนเกมในภาคแรกการมาของ State of Decay 2 เองก็ยังเต็มไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่สร้างความผิดหวัง และมันก็ทำให้ผู้เขียนอดเสียดายไปเสียมิได้ที่จะได้เห็นมันออกมาเป็นเกมที่ดีกว่านี้

State of Decay 2 เป็นเกมภาคต่อผลงานของทีมพัฒนา Undead Labs ที่เคยออกวางจำหน่ายเกมภาคแรกออกมาในปี 2013 และมันก็เป็นหนึ่งในเกมม้ามืดที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ด้วยความง่ายในการเข้าถึงความรู้สึกในการเอาชีวิตรอดประหนึ่งการรับบทบาทสมมติ ราวกับอยู่ในโลกของทีวีซีรีส์อย่าง The Walking Dead อีกทั้งมันยังเป็นเกมที่มีความทะเยอทะยานเกินกว่าขนาดของสตูดิโออยู่พอสมควรที่เดียวที่กล้านำเสนอโลกเกมเอาตัวรอดแบบเปิดกว้างในยุคที่เกม Open World เช่นเดียวกับเกมจากค่ายยักษ์ใหญ่หลายๆ เจ้าที่เริ่มการเป็นกระแสและเริ่มล้นตลาดออกมาเป็นจำนวนมาก

และด้วยเวลาที่ผ่านมาหลายปีการกลับมาอีกครั้งของ State of Decay 2 จึงทำให้มันมีหลายสิ่งที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากเกมในภาคแรก โดยเฉพาะในส่วนของงานภาพและการออกแบบ แต่กลไกหลักของการเป็นเกม State of Decay ก็ยังคงอยู่เช่นเดิมจนแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอันใด ในเกมนั้นผู้เล่นจะได้รับบทเป็นเหล่าชุมชนกลุ่มผู้รอดชีวิตที่จะต้องบริหารจัดการทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อาหาร, เวชภัณฑ์, วัสดุก่อสร้าง, อาวุธยุทโธปกรณ์, น้ำมัน และอื่นๆ เพื่อให้เอาชีวิตรอดผ่านแต่ละวันไปให้ได้

State of Decay 2, Microsoft Studios

ซึ่งการที่จะได้มาซึ่งทรัพยากรเหล่านั้น ผู้เล่นจำเป็นที่จะต้องออกไปเสี่ยงตายค้นหามันจากสถานที่ต่างๆ ที่คลาคล่ำไปด้วยเหล่าซอมบี้ และนอกจากการหาทรัพยากรแล้ว เกมก็ยังมีภารกิจอื่นๆ มาให้เราได้ทำอีกด้วย แต่อย่างไรก็ดีเราจะไม่สามารถใช้ตัวละครตัวเดียวเล่นไปจนจบเกมได้ เพราะตัวละครที่เรารับบทอยู่นั้นจะมีความเหนื่อยล้าและมีอาการบาดเจ็บกลับมาจากการออกสำรวจได้ รวมไปถึงมันยังมีโอกาสที่พวกเขาจะติดเชื้อที่ทำให้กลายเป็นซอมบี้ไปเสียเองอีกด้วย ซึ่งเกมก็มีกลไกที่จะมาทำหน้าที่ในการบีบบังคับให้เราจำเป็นที่จะต้องสลับสับเปลี่ยนการควบคุมไปยังอีกตัวละครที่อยู่ในชุมชนแทน โดยที่ตัวละครที่เหนื่อยล้าก็จะกลับไปพักผ่อนหรือรอการรักษาที่ฐานทัพของเราเพื่อรอให้เรานำเขาออกไปใช้งานกันอีกครั้งแทนที่ตัวละครอื่นๆ ที่ต้องสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเพื่อช่วยให้เอาชีวิตรอดไปได้

Same Game Sequel

อันที่จริงหากว่ากันตามตรงแล้วกลไกหลักของเกม State of Decay 2 แทบจะเหมือนเกมภาคต้นฉบับของมันแทบทุกประการ โดยส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามาก็คือการเกมการเล่นมัลติเพลเยอร์แบบ co-op ที่แฟนเกมแรกได้เรียกร้องเป็นอย่างมากให้มันมีการนำมาใส่ในเกมภาคนี้ และมีภารกิจในการต่อสู้ที่เพิ่มขึ้นมาเล็กๆ น้อยๆ เช่นการออกไปทำลาย “Plague hearts” ที่เป็นแหล่งกำเนิดซอมบี้ตัวอันตรายที่สามารถแพร่เชื้อใส่ผู้เล่นได้ แต่โดยใจความหลักแล้วมันก็ยังเป็นเกม State of Decay ในแบบเดิมๆ คือการที่เราจะต้องออกไปฆ่าซอมบี้, ค้นหาข้าวของ และก็กลับมาบริหารจัดการชุมชนของเรา ที่ก็ไม่ได้มีอะไรให้จัดการกันมากนัก

แต่ถึงใจความหลักของมันจะไม่ได้แตกต่างออกไปจากเดิม แต่ในแง่คุณภาพโดยรวม State of Decay 2 ก็มีการปรับปรุงขึ้นมาจากเกมในภาคแรกอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในส่วนของการต่อสู้ที่มันได้รับการขัดเกลาแอนิเมชันให้มีความลื่นไหลมากขึ้น ทั้งการเหวี่ยงอาวุธโจมตีแบบปกติ การลอบสังหารเหล่าซอมบี้ ซึ่งอาวุธแต่ละรูปแบบก็ยังมีท่วงท่าและน้ำหนักที่แตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ดีถึงแม้ตัวผู้เขียนจะบอกว่ามันได้รับการปรับปรุงให้มีความลื่นไหลก็จริง แต่มันก็ยังอยู่ในขอบเขตของการเป็นเกมจากทีมพัฒนาขนาดเล็ก และก็แน่นอนว่ายังไม่สามารถเทียบชั้นกับเกม AAA จากค่ายยักษ์ใหญ่ได้แน่ๆ รวมไปถึงในส่วนของการต่อสู้ด้วยอาวุธปืน และการขับขี่ยานพาหนะในเกมมันก็ยังทำได้ในระดับที่พอถูไถให้พอจะมีในเกมได้เท่านั้น แต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่จนถึงขนาดที่สร้างความรำคาญแต่อย่างใด

Surviving the tedious

นอกจากการออกค้นหาทรัพยากรต่างๆ แล้วในตัวเกมจะมีภารกิจอื่นๆ ออกมาให้เราได้ทำด้วย ตัวอย่างเช่นหากเราต้องการหาสมาชิกใหม่เพิ่มเข้ามาในชุมชน เราก็จะต้องทำภารกิจเพื่อค้นหาเหล่าผู้รอดชีวิตผ่านวิทยุ และก็จะต้องช่วยเหลือพวกเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อให้พวกเขาอยู่ในสถานะที่เป็นมิตรพอที่จะชักชวนให้มาอยู่ในชุมชนได้นั่นเอง โดยที่ความสนุกของการค้นหาตัวละครเหล่านี้ก็คือพวกเขาจะเกิดขึ้นจากการสุ่มของระบบเกม ที่จะทำให้ในแต่ละครั้งที่เริ่มเกมใหม่ เราอาจจะได้เจอตัวละครที่เกิดจากการสุ่มใหม่ และพวกเขาก็จะมีค่าความถนัดที่แตกต่างออกไปจากเดิม

State of Decay 2, Microsoft Studios

โดยความถนัดของตัวละครแต่ละตัวอาจแบ่งออกเป็นความถนัดสองอย่าง นั่นคือความถนัดใน “ด้านการต่อสู้” และความถนัดใน “ด้านที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือชุมชน” ตัวอย่างเช่น หากเราใช้ตัวละครตัวหนึ่งยิงปืนบ่อยๆ เขาก็จะมีความถนัดในการยิงปืนที่มากขึ้นส่งผลให้ตัวละครตัวนั้นอาจจะมีความสามารถใหม่ปลดล็อกออกมา เป็นความสามารถในการเล็งยิงศัตรูอย่างรวดเร็ว หรือตัวละครที่ใช้ดาบบ่อยๆ ก็จะได้รับความสามารถที่ทำให้พวกเขาตัดสิ้นส่วนอวัยวะของเหล่าซอมบี้ได้เป็นต้น โดยในส่วนของความสามารถเกี่ยวกับชุมชนนั้นก็จะทำให้เราสามารถสร้างสิ่งปลูกสร้างได้เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง เช่นการจะสร้างสวนปลูกผักในระดับสูงนั้นก็จำเป็นที่จะต้องมีตัวละครที่มีทักษะด้านการทำสวนอยู่ในชุมชนถึงทำการอัปเกรดสวนผักธรรมดาให้เป็นระดับที่สูงขึ้น แต่ถึงกระนั้นแล้วหลังจากเล่นไปได้สักพักหนึ่งผู้เขียนผู้รู้สึกได้ว่ามันก็มีความสามารถหรือความถนัดเพียงไม่กี่อย่างเท่านั้น

Your Leader Your Own Game

ตัวละครแต่ละตัวในเกมยังมาพร้อมกับอุปนิสัยที่แตกต่างกัน แต่อย่างไรก็ดีอุปนิสัยของตัวละครนั้นแทบจะไม่ได้ส่งผลต่อตัวเกมอย่างที่ควรจะเป็นมากนัก นอกไปจากการที่พวกเขามักจะคอยทำให้ข้าวของในฐานทัพเสียหายในบางเวลา หรือไม่ก็มีเพียงแค่บทสนทนาสั้นๆ และด้วยการที่ตัวละครเหล่านี้เกิดขึ้นจากการสุ่ม เราจึงแทบจะไม่เห็นการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครด้วยกันอีกด้วย ซึ่งบทบาทที่แท้จริงของเรื่องราวนั้น ก็จะขึ้นอยู่กับตำแหน่งของหัวหน้าชุมชนที่ผู้เล่นเลือกซึ่งแบ่งออกไปตามสายต่างๆ  ตัวอย่างเช่นหากผู้เล่นทำการเลือกผู้นำชุมชนเป็นสายนายอำเภอ “Sheriff” เกมก็จะมีภารกิจในสไตล์การต่อสู้และการไกล่เกลี่ยกับผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ มาให้เราได้ทำ และยังได้เป็นการปลดล็อกโรงพยาบาลสนามมาให้เราได้สร้างในฐาน ซึ่งเกมมีสายของผู้นำทั้ง Builder, Warlord และ Trader ซึ่งในแต่ละสายก็จะนำไปสู่การปิดฉากเรื่องราวในสไตล์ที่แตกต่างกันออกไป

แต่ถึงแม้มันจะมีหลากหลายหนทางที่สามารถจบเกมได้แต่ภารกิจต่างๆ ของเกมกลับให้ความรู้สึกซ้ำซากและน่าเบื่อ ด้วยการที่มันเป็นเกมเอาชีวิตรอดที่ทุนสร้างไม่ได้สูงมากนัก มันจึงทำให้ทันทีที่เกมสอนในส่วนของ Tutorial จบลง เลยกลายเป็นว่าตัวเกมได้เสนอทุกองค์ประกอบที่มีไปหมดแล้ว และนั่นก็หมายความว่าสิ่งที่เหลืออยู่ก็คือการเล่นเกมแบบวนลูปในรูปแบบเดิมๆ ที่ให้เกิดความรู้สึกซ้ำซาก จนหลายครั้งความเพลิดเพลินก็กลายเป็นความน่าเบื่อเพราะไม่ว่ามันจะเป็นภารกิจในรูปแบบไหน มันก็มีเพียงแค่การขับรถออกไป, ฆ่าซอมบี้, ค้นข้าวของและก็กลับฐานเท่านั้น โชคยังดีอยู่บ้างที่ด้วยความไดนามิกแบบโลกเปิดมันจึงทำให้ในบางครั้ง เราก็อาจเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นตัวละคร NPCs บางตัวอาจจะเป็นตัวละครที่คอยดักปล้นเรา หรือไม่บางครั้งมันก็มีเจ้า Juggernauts ตัวยักษ์เข้ามาแจมในระหว่างการทำภารกิจเป็นต้น

แต่สักพักหนึ่งความไดนามิกของสิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็เริ่มจะซ้ำซากในเวลาอันรวดเร็วจนบางทีตัวผู้เขียนก็แทบอยากจะเล่นให้มันจบๆ ไปเสียจะดีกว่า เพราะภารกิจหลักของเกมก็มีเพียงแค่ไม่กี่ภารกิจ นอกจากนี้ไม่ว่าผู้เล่นจะเลือกสายผู้นำแบบไหน เกมก็จะมีภารกิจในการให้ผู้เล่นออกไปกำจัด “Plague hearts” ตามแผนที่ให้หมดเป็นภารกิจหลัก และมันก็น่าจะเป็นการทำภารกิจที่ใช้เวลานานที่สุดในเกมการเล่นแต่ละครั้งแล้ว แต่ท่ามกลางความซ้ำซากและจำเจมันก็มีบางภารกิจที่เป็นการกล่าวถึงเนื้อหาปูมหลังที่น่าสนใจอยู่บ้าง และก็ต้องบอกว่าเกมได้เพลงประกอบจาก เยสเปอร์ คิด (Jesper Kyd) มาช่วยเพิ่มความตื่นเต้นในการทำภารกิจต่างๆ เอาไว้ได้อยู่พอสมควร

State of Decay 2, Microsoft Studios

สำหรับในส่วนของการบริหารจัดการชุมชน มันก็ไม่ได้มีอะไรที่ลึกมากไปกว่าการสร้างสิ่งปลูกสร้างให้ตรงกับสิ่งที่ขาด ตัวอย่างเช่นหากชุมชนของเราขาดแคลนอาหาร เราก็จะต้องสร้างสวนผักหรือโรงครัวขึ้นมา หากขาดแคลนไฟฟ้าก็สร้างเครื่องปั่นไฟ หรือขาดน้ำก็สร้างที่กักเก็บน้ำฝันเป็นต้น หรือจะไปทำการยึด Outpost ต่างๆ ที่กระจายอยู่ตามแผนที่ก็ได้ซึ่ง Outpost เหล่านี้ก็จะคอยให้ทรัพยากรนั้นๆ กลับมาโดยอัตโนมัติ แต่อย่างไรก็ดีการจะสร้างหรือยึด Outpost มันก็มีช่องว่างที่จำกัดตามแต่สถานที่ที่ผู้เล่นเลือกตั้งเป็นฐานทัพขึ้นมานั่นเอง

Dead is Permanent

อย่างไรก็ดีตัวเกม State of Decay เหมือนจะถูกออกแบบมาให้เราเล่นหลายรอบ ด้วยกลไกกึ่งการเป็นเกมแนว Roguelike ที่หากตัวละครใดๆ ตายพวกเขาจะไม่มีวันได้กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีก ซึ่งด้วยการที่เกมสุ่มตัวละครในแต่ละครั้งมาให้มันจึงทำให้กลไกการตายถาวรนี้ให้มีความสำคัญมากขึ้น และเมื่อเราเล่นจบเกมหนึ่งรอบเราก็จะสามารถนำเอาตัวละครจากการเล่นในรอบแรกที่เราเลือกไปเล่นในรอบต่อไปก็ได้ ซึ่งอาจจะเป็นการเล่นในแผนที่ใหม่ (ซึ่งแต่ละแผนที่ก็จะมีภูมิประเทศที่สร้างความแตกต่างให้กับเกมการเล่นเล็กๆ น้อยๆ ด้วย) หรือที่ระดับความยากที่สูงขึ้นไปกว่าเดิม แต่อย่างไรก็ดีการเล่นรอบใหม่นั้นมันก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ที่เพิ่มมากขึ้นนอกจากเราจะเลือกแนวทางของผู้นำชุมชนที่แตกต่างออกไปจากเดิม 

จากประสบการณ์ในการเล่นแบบ Normal ของผู้เขียนต้องบอกว่าการต่อสู้ในเกมเองก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่ยากเย็นมากนักแต่มันก็บ่อยครั้งที่การเตรียมตัวไม่ดีพอทำให้ตัวละครบางตัวของผู้เขียนต้องจบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ แต่ในส่วนของการจัดการทรัพยากรก็ต้องบอกว่ามันแทบจะไม่มีการขาดตกบกพร่องจนเหลือกินเหลือใช้ ซึ่งที่ระดับความยากที่สูงขึ้นมันอาจจะทำให้การเล่นในส่วนนี้มีความท้าทายในการเอาชีวิตรอดให้มากขึ้นแต่แน่นอนว่ามันก็ต้องแลกมาด้วยการทำภารกิจอันซ้ำซากในปริมาณที่มากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

State of Decay 2, Microsoft Studios

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนผิดหวังก็คือเกมความหลากหลายของตัวละครและการปรับแต่งที่น้อยมาก แม้เกมจะมีระบบสุ่มตัวละครมาก็จริงแต่บ่อยครั้งที่เราจะได้เห็นตัวละคร NPCs ที่หน้าตาราวกับพี่น้องฝาแฝดที่คลานตามกันมา ซึ่งน่าเกมน่าจะมีแพทเทิร์นหลักๆ อยู่เพียงแค่ 3-4 รูปแบบเท่านั้น และด้วยการปรับแต่งที่น้อยมาก มันก็ทำให้เป็นการยากที่จะสร้างเอกลักษณ์ให้กับตัวละครแต่ละตัวอย่างที่เราต้องการ โดยสิ่งที่เราทำการปรับแต่งได้ก็มีเพียงแค่ชุดและหมวกที่ใส่เท่านั้น และมันก็ยังมีรูปแบบที่น้อยมากอีกด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเหมือนกันเวลาที่เราค้นพบตัวละครที่มาพร้อมกับความสามารถสุดเทพ แต่หน้าตากลับดันเหมือนกับตัวละครสุดกากและเพื่อนบ้านผู้รอดชีวิตของเราไปเสียอย่างนั้น

Multiplayer for fist time

สำหรับแฟนเกมจากภาคแรกที่รอคอยการมาของระบบมัลติเพลเยอร์ในภาคนี้ก็ต้องบอกว่ามันอาจจะไม่ได้มาตอบโจทย์อย่างที่เราคาดหวัง เพราะเกมไม่ได้มีการให้ผู้เล่นมาสร้างชุมชนร่วมกัน แต่มันเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เล่นคนอื่นๆ เข้ามาร่วมเล่นในโลกของเรานั่นเอง ซึ่งนอกจากการมาร่วมแบ่งปันทรัพยากรบางอย่าง และต่อสู้ซอมบี้ร่วมกันแล้ว มันก็ไม่ได้มีการปฏิสัมพันธ์อื่นๆ แต่อย่างใด แต่เกมก็ได้เพิ่มเติม hoard mode ที่ชื่อว่า “Daybreak” มาให้เราได้ร่วมเล่นกับเพื่อนได้อย่างสนุกสนานมากขึ้น แต่มันก็ไม่ได้มีความลึกมากพอที่จะเป็นเกมมัลติเพลเยอร์อย่างเต็มตัว

แต่ถึงแม้ State of Decay 2 จะเต็มไปด้วยความผิดหวังแต่ก็ต้องบอกว่ามันไม่ใช่เกมที่แย่ หากใครที่ชอบเล่นเกมแนวนี้หรือเกมของ Ubisoft มาก่อนก็น่าจะมองข้ามผ่านความซ้ำซากของ State of Decay 2 ไปได้อย่างไม่น่าติดขัด เช่นเดียวกับตัวผู้เขียนที่ก็ตามเล่นเกมของ Ubisoft มาแทบทุกเกม แม้มันจะเป็นเรื่องที่ชวนให้บ่นอยู่ในบ้างในส่วนของความจำเจ แต่สุดท้ายด้วยความที่มันเป็นเกมง่ายๆ ไม่ต้องคิดอะไรเยอะ มันก็สามารถกล่อมให้ผู้เขียนพอจะเล่นไปได้เพลินๆ แต่หากมองในแง่ของศักยภาพมันก็น่าเสียดายไม่น้อยที่มันน่าจะทำออกมาได้ดีกว่านี้ ให้สมกับการเป็นเกมภาคต่อที่มาเติมเต็มส่วนที่เกมในภาคแรกได้ขาดหายไป

สุดท้ายนี้ทางทีมงาน Undead Labs เองก็ยังให้การสนับสนุนตัวเกมอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากที่พวกเขาได้มีการอัปเกรดตัวเกมเป็น State of Decay 2: Juggernaut Edition ในวาระการกลับมาวางจำหน่ายบน Steam พวกเขาก็ยังมีการปล่อยโหมดใหม่อย่าง Green Zone ออกมาซึ่งมันคือระดับความยากใหม่ของตัวเกมนั่นเอง ที่เหมาะสำหรับผู้เล่นที่ไม่ต้องการความท้าทายในการต่อสู้กับเหล่าซอมบี้มากนัก และนอกจากนี้ในเวอร์ชันของ Juggernaut Edition ทางทีมงานก็ยังได้มีการใส่ส่วนเสริม Heartland เข้ามาให้ได้เล่นกันฟรีๆ อีกด้วย ซึ่งส่วนเสริมนี้จะเป็นการพาผู้เล่นกลับไปยังแผนที่ในเกมภาคแรก และมันก็จะเน้นไปที่การเล่าเรื่องและการพาเราไปทำความรู้จักกับเรื่องราวปูมหลังในโลกของ State of Decay มากกว่าเกมการเล่นแบบปกติ ซึ่งทางทีมงานยังสัญญาอีกด้วยว่าพวกเขาจะมีการอัปเดตเนื้อหาใหม่ๆ มาให้กับตัวเกมอีกอย่างแน่นอน

FINAL SCORE 6/10

Total
29
Shares
29 Share
0 Tweet
0 Share
0 Share
Previous Post
hyper scape key art

Ubisoft เปิดตัว Hyper Scape เกม Battle royale ที่การ loot สำคัญกว่าการ shoot

Next Post
Test Drive Unlimited Solar Crown

Test Drive Unlimited Solar Crown เปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว

Related Posts
gears 5 review

Gears 5 – Review ความเก่าก็ยังไม่ไปความใหม่ก็มานิดเดียว

กาลเวลาผ่านมาเลยทศวรรษไปแล้วชื่อของ Gears of War ยังคงโลดเล่นผ่านเกมภาคหลัก 4 ภาคและภาคแยกอีกหนึ่ง และในภาคที่ 5 นี้ทางทีมงาน The Coalition ทีมพัฒนาผู้ซึ่งรับไม้ต่อจาก Epic Games มาตั้งแต่ภาคก่อนหน้า
อ่านต่อ
neo cab 01

Neo Cab Review

เกม Neo Cab เป็นเกมแนวผจญภัยกึ่งนิยายภาพ ผู้เล่นมีการโต้ตอบกับเกมแค่การเลือกประโยคตอบกับผู้โดยสาร คุยกับตัวเองและกดเลือกลูกค้า และสถานที่ในแผนที่เท่านั้น ไม่สามารถขับรถ คลิกหยิบจับของหรือออกไปนอกรถได้โดยอิสระ ซึ่งอาจจะฟังดูว่าเป็นเกมที่เล่นไม่สนุกเท่าไหร่ แต่ว่าเนื้อในของเกมที่เล่าผ่านระบบง่าย ๆ แค่สองสามระบบ สามารถส่งผลกับประสบการณ์ในการเล่นได้อย่างใหญ่หลวง
อ่านต่อ
Marvel's Spider-Man

Marvel’s Spider-Man Review

Marvel's Spider-Man ผลงานเกมซูเปอร์ฮีโร่ของทีมงาน Insomniac Games ผู้พัฒนาเกมในซีรีส์ Ratchet & Clank ที่ขออาสามาพิสูจน์ว่าพวกเขาก็สามารถทำเกม AAA ได้เหมือนกัน
อ่านต่อ
Total
29
Share