Bluepoint Games: จากทีมที่ถูกมองข้าม สู่ทีมพัฒนาที่น่าจับตามองแห่งยุค

เปิดประวัติสตูดิโอรีมาสเตอร์มือฉมัง สู่สตูดิโอรีเมคเกมที่เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณภาพ

ถ้าย้อนกลับไปในช่วงประมาณปี 2015 หนึ่งในเกม PlayStation 4 ที่หลายคนมีติดเครื่องก็คงจะหนีไม่พ้น Uncharted: The Nathan Drake Collection ชุดไตรภาคเกม Uncharted ชื่อดังจาก PlayStation 3 ที่ถูกนำมารีมาสเตอร์ใหม่ใน PlayStation 4 โดยได้มีการเพิ่มความละเอียดภาพเป็น 1080p60fps แก้ไขระบบโมเดลในฉากและแสงให้สมจริงขึ้น ซึ่งถ้ามองดูตามปกติ ก็เป็นสิ่งที่รีมาสเตอร์ควรจะเป็น แต่การที่แก้ไขทั้งสามเกมที่มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในยุค PlayStation 3 ในราคาเกมหนึ่งแผ่นปกติก็ยังถือว่าเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมไม่ใช่น้อยอยู่ดีสำหรับสตูดิโอเล็ก ๆ ชื่อ “Bluepoint Games” ที่แม้ในปี 2020 ก็ยังมีทีมงานไม่ถึงร้อยชีวิตด้วยซ้ำไป

แต่ใครจะไปนึกว่าเพียงแค่ 5 ปีถัดมา ทีมงานกลุ่มนี้จะได้พัฒนาสองเกมที่เรียกได้ว่าเป็นการสร้างนิยามใหม่ของคำว่า “เกมคลาสสิค” เลยก็ว่าได้

ก้าวแรก

สตูดิโอ Bluepoint Games (บลูพ้อยท์ เกมส) ก่อตั้งขึ้นในปี 2006 โดยคุณ Marco Thrush (มาร์โก ทรัช) และคุณ Andy O’Niel (แอนดี้ โอนีล) สองสมาชิกทีมวิศวกรรมของซีรีส์เกม Metroid Prime เกมแรกที่พวกเขาพัฒนาขึ้นคือเกม Blast Factor ที่วางขายพร้อมกับ PlayStation 3 และเป็นหนึ่งในสองเกมที่มีขายเฉพาะแบบดิจิทัลใน PlayStation Store ในตอนนั้นด้วย และผลตอบรับจากนักวิจารณ์ก็อยู่ในระดับค่อนข้างดี แต่เกม Blast Factor เป็นเกมแรกและเกมเดียวของสตูดิโอ Bluepoint Games ที่เป็นไอเดียดั้งเดิมของทีมงาน เพราะหลังจากเกมนี้ไป ทีมงานจะทุ่มพลังการพัฒนาเกมทั้งหมดในการรีมาสเตอร์และรีเมคเกมจากในยุคที่ผ่านมาของ Sony เกือบทั้งสิ้น

Blast Factor™ Game | PS3 - PlayStation
Blast Factor (2006), PlayStation 3
ขอบคุณรูปจาก: https://www.playstation.com/en-us/games/blast-factor-ps3

รากฐานที่สร้างจุดเปลี่ยน

หลังจากผลงานเปิดตัวของสตูดิโออยู่ในระดับที่ไม่หวือหวามากนัก ทีมงานก็ได้เดินหน้าในการรีมาสเตอร์เกม God of War 1-2 จากเครื่อง PlayStation 2 มาลง PlayStation 3 ในชื่อ God of War Collection ที่วางขายในปี 2009 โดยได้ทำการเพิ่มความละเอียดภาพเป็น 720p60fps ซึ่งก็ได้ผลตอบรับจากแฟน ๆ และนักวิจารณ์ที่ดีถึงขั้นถูกยกย่องจากสื่อ IGN ว่าเป็น “God of War 1-2 ในรูปแบบที่ควรค่าแก่การเล่นที่สุด” ส่งผลให้เกมชุดนี้ขายดีเป็นอันดับที่ 21 ของยอดขายโดยรวมของเกม PlayStation 3 นอกจากนี้ God of War Collection ยังเป็นเกมแรกที่ได้ใช้ Bluepoint Engine ที่ทางสตูดิโอทำขึ้นมาเองอีกด้วย

God of War (2005), PlayStation 2/God of War HD Collection (2011), PlayStation 3
ขอบคุณรูปจาก: https://www.ign.com/articles/2009/11/06/god-of-war-collection-faceoff-ps2-vs-ps3

พอร์ทโฟลิโองานดี แต่ไม่มีชื่อติด

ถึงตัวเกม God of War Collection จะได้รับความนิยม แต่สุดท้ายก็เป็นแค่การนำเกมเก่ามาเล่นบนเครื่องใหม่ ไม่มีทางที่จะเทียบชั้นเกมใหม่ที่สร้างมาเพื่อเครื่อง PlayStation 3 อย่าง God of War III ได้ (รวมถึงการที่แผ่น Collection ล็อตแรกมีตัวอย่าง God of War III ให้ลองเล่นด้วย ซึ่งก็คงปฏิเสธได้ยากว่าคงมีคนจำนวนไม่น้อยที่ซื้อเพราะอยากที่จะลองสัมผัสภาคใหม่มากกว่าภาคเก่า) แต่ผลงานในการรีมาสเตอร์เกมก็บ่งชัดให้เห็นว่าทีมนี้ไม่ได้มาเล่น ๆ จึงได้รับงานให้ทำการรีมาสเตอร์เกมเก่าอย่างต่อเนื่องในช่วงท้ายปี 2011 เกมเหล่านั้นคือ Metal Gear Solid HD Collection ที่ทีม Bluepoint Games เป็นคนลงมือรีมาสเตอร์ภาค 2 และ 3 ลงทั้งเครื่อง PlayStation 3 และ Xbox 360 ส่วนอีกเกมคือ The Ico & Shadow of the Colossus Collection ของเครื่อง PlayStation 3 ทั้งสองเกมได้รับคำชมจากแฟน ๆ และนักวิจารณ์ไม่ต่างจาก God of War Collection ที่ออกมาก่อนหน้าและถือเป็นรีมาสเตอร์ที่ควรค่าแก่การเล่นทั้งคู่ ทำให้ชื่อของ Bluepoint Games เป็นชื่อที่เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นภายในวงการพัฒนาเกม เพราะเป็นหนึ่งในทีมงานไม่กี่ทีมที่เข้าใจการทำงานของ PlayStation 3 ได้ดีและสร้างผลงานที่ออกมาดีสม่ำเสมอ แต่เนื่องจากพวกเขามีผลงานหลักแค่ในการรีมาสเตอร์เกมเก่า จึงไม่เป็นที่รู้จักในสายตาของผู้บริโภคมากนัก เป็นเหมือน “ผู้ปิดทองหลังพระ” ให้กับเกมเมอร์ยุคใหม่ที่โหยหาประสบการณ์เกมเก่าในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายที่สุดในตอนนั้นเสียมากกว่า

Tech Analysis: Metal Gear Solid Remastered • Eurogamer.net
Metal Gear Solid 2 (2001), PlayStation 2 /Metal Gear Solid HD Collection (2011), Xbox 360
ขอบคุณรูปจาก: https://www.eurogamer.net/articles/digitalfoundry-tech-analysis-metal-gear-remastered

จนกระทั่งพวกเขาได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในการทำเกมใหม่… ในเครื่องที่ด้อยกว่า….

เกมพลิก

ในปี 2012 Sony ได้เข็นหนึ่งเกม “ใหญ่” ออกมาให้กับ PlayStation 3 ซึ่งเกมนั้นก็คือ PlayStation All-Stars Battle Royale เพื่อเอามาชนกับ Super Smash Bros. ของบริษัทคู่แค้น Nintendo ในครั้งนี้ Bluepoint Games ไม่ได้รับงานให้พัฒนาเกมเก่ามาลงเครื่องใหม่ตามที่หลายคนคิดอีกต่อไป แต่ พวกเขาได้รับงานให้ทำการ “พอร์ท” เกม PlayStation All-Stars Battle จาก PlayStation 3 มาลงใน PlayStation Vita เครื่องเกมแบบพกพารุ่นล่าสุดของ Sony แทน ซึ่งโปรเจ็คนี้เป็นผลงานการพัฒนาเกมลงเครื่อง Vita ครั้งแรกของพวกเขาด้วย ผลออกมาคือตัวเกมก็ยังออกมาน่าประทับใจในฐานะเกมของ Vita แต่น่าเสียดายที่ตัวเกมไม่สามารถดึงดูดผู้เล่นได้มากพอ จึงทำให้เกมไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ได้พิสูจน์ตัวเองว่าสามารถทำงานร่วมกับเครื่อง Vita ได้ดีจนได้รับงานให้พอร์ทเกม Flower จากเครื่อง PlayStation 3 ลง Vita ซึ่งเป็นผลงานเดียวในปี 2013 ของพวกเขา และเทรนด์ของการพอร์ทเกมใหม่ลงเครื่องเก่าก็ลากยาวไปถึงปี 2014 เพราะพวกเขาได้รับงานให้พอร์ทเกม Titanfall จากเครื่อง Xbox One/PC ลง Xbox 360 และพวกเขาก็ทำผลงานอยู่ในระดับที่น่าประทับใจในฐานะของเกมในเครื่องรุ่นก่อนหน้า ถึงจะต้องแลกกับความสวยงามของเกมไปบางส่วนเพื่อแลกกับ 60fps ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นงานทำเกมเก่าลงเครื่องใหม่ หรือเกมใหม่ลงเครื่องเก่า Bluepoint Games ก็ได้พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าพวกเขามีความสามารถที่จะทำผลงานออกมาให้ดีได้ และหลังจากที่พวกเขาทำงานปิดทองหลังพระมาเต็มหนึ่งยุคคอนโซล พวกเขาก็ใกล้ที่จะกำลังได้เฉิดฉายอย่างสุดกำลังด้วยพลังของคอนโซลรุ่นใหม่ของ Sony นาม “PlayStation 4”

PlayStation All-Stars Battle Royale (2012), PlayStation Vita
ขอบคุณรูปจาก: https://www.polygon.com/gaming/2012/7/20/3172610/playstation-all-stars-battle-royale-vita-preview

เฉิดฉายภายใต้แสงคอนโซลใหม่

ช่วงเครื่อง PlayStation 4 เป็นช่วงที่ Bluepoint Games เริ่มมีการเปิดตัวในสื่อมากขึ้น โดยเริ่มจากช่วงที่ขายเกม Uncharted: The Nathan Drake Collection ตามที่ได้เกริ่นไปในด้านบนสุด โดยคุณมาร์โกได้ให้สัมภาษณ์กับทาง Digital Foundry เกี่ยวกับเบื้องหลังการพัฒนาว่าพวกเขาเริ่มทำโปรเจ็ค Uncharted ตั้งแต่หลังจากที่ Naughty Dog ทำการขายรีมาสเตอร์ The Last of Us ในช่วงเดือนมิถุนายน 2014 พวกเราเริ่มการรีมาสเตอร์จากการแก้ไขส่วนต่าง ๆ ของเกมจากโค้ดและข้อมูลต้นฉบับของเกมทั้งสามภาคที่ได้มาจาก Naughty Dog และมีเป้าหมายที่จะทำให้ทั้งสามเกมดูเป็นเกมเดียวกันมากขึ้นด้วยการปรับงานศิลป์และเกมเพลย์ ความคมชัดของภาพและเฟรมเรทให้เสมอกันโดยที่ยังรักษาเอกลักษณ์ของเกมแต่ละภาคเอาไว้ และเป็นครั้งแรกที่พวกเขาทำการรีมาสเตอร์ที่โปรเจ็คใหญ่ถึงขนาดเกมเต็มสามเกม และได้ลงเวลางานกับผลงานชิ้นนี้ไปทั้งสิ้น 15 เดือนด้วยกัน เกมแรกที่พวกเขาเริ่มลงมือพอร์ทลง PS4 คือ Uncharted 2 เนื่องจากทาง Naughty Dog ใช้เอนจิ้น Uncharted 2 ในการรีมาสเตอร์ The Last of Us และทาง Bluepoint Games ก็ได้เอนจิ้นตัวนี้มาทำต่อจึงเป็นภาคที่ทำได้ง่ายที่สุด และเนื่องจากแต่ละเกมใช้เอนจิ้นคนละตัว ทีมงานจึงต้องลงมือพอร์ท Uncharted 1 และ 3 ใหม่หมดและหลังจากพอร์ทเสร็จแล้วก็ได้เริ่มทำการพัฒนาส่วนต่าง ๆ ของเกม โดยเริ่มจากภาค 2 ต่อด้วย 1 และปิดที่ 3 โดยคุณมาร์โกได้เปิดเผยอีกว่า ภาคที่ได้รับการแก้ไขมากที่สุดคือภาค 1: Drake’s Fortune โดยมีการแก้ไขในเกือบทุกส่วน มีการเปลี่ยนเทคนิคทางด้านศิลป์แบบยกเครื่อง เพื่อให้เกมมีรูปลักษณ์และการเล่นที่คล้ายกับภาคที่มาทีหลังตามเป้าหมายในการที่จะทำให้ทุกเกมดูเป็นเกมเดียวกัน

Uncharted: Drake’s Fortune (2007), PlayStation 3/Uncharted The Nathan Drake Collection (2015), PlayStation 4
ขอบคุณรูปจาก: https://www.youtube.com/watch?v=vZc0-K7wOSs

การรีมาสเตอร์ Nathan Drake Collection ถือเป็นหนึ่งในงานรีมาสเตอร์คุณภาพที่เป็นบรรทัดฐานของเกมอื่นที่ตามมาได้อย่างดี แม้แต่ตัวผู้เขียนเองที่ทั้งได้สัมผัสเกมชุดนี้ทั้งสามภาคในรูปแบบต้นฉบับและใน PS4 ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทีมงานได้สร้าง Uncharted 1-3 ในรูปแบบที่ดีที่สุดขึ้นมาให้กับผู้ที่ไม่เคยสัมผัสได้เล่นได้อย่างดี และก็สามารถสร้างความสนุกสนานให้แก่ผู้เล่นเก่าที่กลับมาลิ้มลองเกมโปรดอีกครั้งในรูปแบบที่ดีกว่าเดิม จึงคงพูดได้ว่าผลงานของ Bluepoint Games ไม่ใช่การให้ผู้เล่นได้เล่นเกมเก่าอีกครั้งเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการนำ “ภาพจำ” ในอดีตมาแสดงเป็นความจริงต่อหน้าผู้เล่นอีกด้วย

แต่ผลงานในปี 2015 ของทาง Bluepoint Games ยังไม่หมดแค่ Uncharted เพราะทีมงานได้ปล่อย Gravity Rush Remastered ลง PlayStation 4 เช่นเดียวกัน ในคราวนี้เป็นการพอร์ทเกม PSVITA มาลงให้กับ PlayStation 4 ซึ่งเป็นครั้งแรกของทีม แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำให้ผู้เล่นผิดหวังด้วยภาพที่คมชัดและเกมเพลย์ 60fps ที่ไหลลื่นกว่าตัวต้นฉบับมากจนทำให้ผลงาน Gravity Rush ของทีม Bluepoint Games กลายเป็นตัวเกมในแบบฉบับที่ดีที่สุดไปอีกเกม

Gravity Rush Remastered (2015), PlayStation 4
ขอบคุณรูปจาก: https://www.vg247.com/2015/11/19/gravity-rush-remastered-ps4/

หลังจาก Gravity Rush Remastered วางขาย ทาง Bluepoint Games ก็ได้เงียบหายไปถึงสามปีเพื่อซุ่มทำเกมใหม่ในรูปแบบที่พวกเขาไม่เคยทำมาก่อน นั่นก็คือการ “รีเมค” เกม….

ก้าวข้ามความคาดหวัง

ในช่วงเวลาเกือบสิบปีที่ Bluepoint Games ร่วมงานกับ Sony มา พวกเขาได้ทำการฟื้นชีวิตเกมเก่าให้กลับมาโลดแล่นอยู่ในยุคนั้นได้อย่างแทบไม่มีที่ติ จึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะได้รับงานในการทำขวดใหม่ให้เหล้าเก่าซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งงาน E3 ปี 2017 มาถึง วันนั้นได้มีการเปิดโปรเจ็คใหม่ของทีม Bluepoint Games ที่ทำแต่การรีมาสเตอร์มาโดยตลอด ซึ่งโปรเจ็คนั้นคือการ ‘รีเมค’ เกม Shadows of the Colossus หนึ่งในเกมที่พวกเขาเคยรีมาสเตอร์ไปในยุค PlayStation 3 นั่นเอง โดยเกมนี้เป็นการผนึกกำลังครั้งสำคัญระหว่าง Bluepoint Games และ SIE JAPAN STUDIO ของ Sony เพื่อสร้างสรรค์โปรเจ็คยักษ์นี้ให้เป็นจริง

แต่ตัวผมเองก็ไม่อยากจะเรียกว่าเป็นการรีเมคแบบเต็มตัว เพราะทีมงานได้จงใจรักษาเกมเพลย์เดิมไว้อย่างเต็มที่ แต่ทำงานศิลป์ในเกมใหม่ทั้งหมด ผมจึงอยากใช้คำพูดที่ผมใช้ไปเมื่อสักครู่ว่า เป็นการนำ “ภาพจำ” เกม Shadows of the Colossus ที่ผู้เล่นในยุคนั้นมีมาทำให้เป็นความจริง เพราะตอนที่ผมได้เปิดเกมนี้เล่นอีกครั้ง ผมรู้สึกได้เหมือนกับว่านี่คือกราฟฟิคที่ผมเคยเห็นในเกม PlayStation 2 ทั้งที่มันไม่เป็นความจริง สิ่งที่ผมเห็นในตัวรูปแบบตัว PlayStation 4 มันคือภาพจำที่ถูกสร้างมาจากกราฟฟิคเก่าในเกมที่ถูกจินตนาการวัยเด็กของผมแต่งเติมเข้าไปจนดูสวยงามกว่าความเป็นจริง และสิ่งที่น่าอัศจรรย์คือทาง Bluepoint Games ก็สามารถออกแบบงานภาพให้เป็นตามนั้นได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน

Shadow of the Colossus (2018), PlayStation 4
อบคุณรูปจาก: https://techcrunch.com/2018/01/30/shadow-of-the-colossus-ps4-remake-exceeds-the-original/

ผลงานรีเมคนี้สร้างความฮือฮาให้กับวงการเกมไม่น้อย ด้วยกราฟฟิคที่ดูสวยงาม เกมเพลย์ที่ยอดเยี่ยม จึงได้ความรักจากแฟนคลับและนักวิจารณ์ไปแบบเต็ม ๆ และยังทำยอดขายเปิดตัวได้ดีกว่าตัวเกมสมัยต้นฉบับถึง 70% เรียกได้ว่าคราวนี้ Bluepoint Games ได้ประกาศศักดากับผู้เล่นทั่วโลกว่าพวกเขามีดีมากกว่าแค่รีมาสเตอร์ และพวกเขาก็พร้อมที่จะแสดงพลังนี้อีกครั้งในวันเดียวกับวันที่เครื่องเกม PlayStation 5 จำหน่าย

New Gen, New Me

ตัดภาพมาที่กลางปี 2020 ก่อนที่ PlayStation 5 จะวางขายในตลาดในอีกไม่กี่เดือน Sony ก็ได้ทำการประกาศการรีเมคเกมยักษ์ใหญ่เพื่อมาเป็นเกมเปิดตัวเครื่องคอนโซลรุ่นใหม่ของพวกเขา เกมนั้นก็ไม่ใช่เกมอื่นใดนอกจาก Demon’s Soul เกมที่เป็นต้นกำเนิดแนวเกม Souls Like ทั้งปวง โดยในเกมนี้ทาง Bluepoint Games ร่วมมือกับทาง SIE JAPAN อีกครั้ง และได้คุณ Gavin Moore (แกวิน มัวร์) จาก SIE JAPAN STUDIO มาเป็นผู้คุมบังเหียนโปรเจ็คนี้และยังได้รับความยินยอมในการสร้างจากคุณ Hidetaka Miyazaki (ฮิเดะทากะ มิยาซากิ) ผู้กำกับ Demon’s Soul ต้นฉบับอีกด้วย และครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ทางทีมงานได้ทำลายกำแพงของตัวเองไปอีกขั้น นอกจากที่จะทำการออกแบบกราฟฟิค งานศิลป์ใหม่ให้สวยงาม ตรงกับภาพจำของผู้เล่นสมัย PlayStation 3 แล้วนั้น ยังได้มีการทำเพลงประกอบใหม่ ปรับเปลี่ยนระบบเกมและเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อให้ทันสมัยมากขึ้นและแสดงออกถึงศักยภาพที่ก้าวกระโดดของเครื่องและคอนโทรลเลอร์ของ PlayStation 5 ไปในตัว พวกเขาเลือกที่จะปรับปรุงแก้ไขให้เข้ากับสิ่งที่ผู้เล่นในปัจจุบันต้องการ ซึ่งในฐานะที่เป็นการรีเมคเกมหนึ่งเกม สิ่งนี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่ทีมงานสามารถจะทำได้ และก็เป็นสิ่งที่ผู้เล่นคาดหวังจากการรีเมคเช่นกัน

Demon’s Soul (2020), PlayStation 5
ขอบคุณรูปจาก: https://www.dualshockers.com/demons-souls-remake-screenshots/

ถ้าวัดสตูดิโอ Bluepoint Games ตามเนื้อผ้า สตูดิโอนี้ก็คงเป็นหนึ่งในสตูดิโอที่น่าทำงานด้วยในมุมมองของธุรกิจ พวกเขาสามารถทำผลงานออกมาได้ดีเยี่ยม ในมุมมองของผู้บริโภค ชื่อ Bluepoint Games ตอนนี้ก็คงเป็นหนึ่งในตราการันตีคุณภาพของเกมที่พวกเขามีส่วนร่วมในการพัฒนาได้อย่างดีเช่นกัน ถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้ผลักดันให้วงการเกมก้าวหน้าในรูปแบบของคอนเซปท์เกมใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีใครทำ หรือทำเกมออริจินัลที่ไม่ได้มีต้นฉบับมาจากคนอื่น แต่ Bluepoint Games ได้เติมเต็มช่องว่าง “ภาพฝันในวันวาน” ของผู้เล่นที่ชื่นชอบเกมในอดีตแล้วอยากสัมผัสเกมเหล่านั้นในรูปแบบที่คุ้นตาแต่แปลกใหม่ไปในตัว ถ้าเราตีความทีมพัฒนาเกมว่าเป็น “ผู้สร้างจินตนาการให้เป็นจริง” การที่เราจะตีความ Bluepoint Games ว่าเป็น “ผู้สร้างความทรงจำให้เป็นจริง” ก็คงเป็นคำนิยามสตูดิโอนี้ที่เหมาะสมที่สุดครับ

ในวันที่ 10 มิถุนายนปี 2019 คุณ Andy O’Niel หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Bluepoint Games ได้เสียชีวิตในวัย 47 ปี ทางผมขอขอบคุณที่คุณ Andy เป็นผู้ที่สร้างความสนุกสนานให้กับพวกเรามานับสิบปี พวกเราจะจดทำคุณในฐานะหนึ่งในผู้ที่ทำให้วงการเกมก้าวหน้ามาจนถึงทุกวันนี้ได้ และขอให้คุณ Andy พักผ่อนอย่างสงบครับ