Mongol invasions ประวัติศาสตร์ปูมหลังก่อนจะเป็นเหตุการณ์ใน Ghost of Tsushima

The Brief History of Mongol invasions of Japan

Ghost of Tsushima เป็นเกมที่เล่าถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น แม้ว่าทางทีมงาน Sucker Punch Productions ผู้พัฒนาเกมจะบอกว่าเกมของพวกเขาไม่ได้อิงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาแบบตรงๆ และก็ไม่ได้เล่าในเชิงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ แต่มันก็มีเรื่องราวปูมหลังที่น่าสนใจและการที่เราได้รู้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์มันก็น่าจะทำให้ได้อรรถรสในการเล่นไม่น้อย และก็จะได้ทำให้เราได้รู้ถึงที่มาของความขัดแย้งและต้นกำเนิดของไฟสงครามในเกม Ghost of Tsushima กับเหตุการณ์ที่ชื่อว่า “การรุกรานญี่ปุ่นของจักรวรรดิมองโกล”

จากประวัติศาสตร์การรุกรานของจักรวรรดิมองโกล

  • ค.ศ. 1271 ได้มีครอบครัวนักเดินทางชาวอิตาลี เดินทางจากเวนิส มาถึงยังมองโกล บุคคลหนึ่งในครอบครัวนั้น ได้กลายเป็นพระสหายสนิทของกุบไลข่านและได้อยู่เคียงข้างรับใช้กุบไลข่านเป็นนักการฑูตส่วนตัวอยู่หลายปี บุคคลผู้นั้นมีชื่อว่า “มาร์โคโปโล”
  • เป็นชนชาติแรกที่ใช้อาวุธทางชีวภาพในสงคราม เกิดครั้งแรก เมื่อกองทัพมองโกลบุกเข้าตีเมืองแคฟฟา ในอิตาลี ค.ศ. 1246 ทางมองโกลได้บุกเข้าใส่อยู่พักใหญ่

แต่ไม่สามารถฝ่าแนวกำแพงเมืองเข้าไปได้ หลังจากนั้น เกิดเหตุกาฬโรคระเบิดในค่ายกองทัพของมองโกล ทหารล้มตายเป็นจำนวนมาก แทนที่จะนำศพไปฝั่งให้เรียบร้อย ทางกองทัพมองโกลได้บียอร์นไปอีกขั้น

โดยการนำศพของทหารฝ่ายตนแห่งที่ตายจากสาเหตุเป็นกาฬโรค บรรจุไปในเครื่องยิงก้อนหินแทนก้อนหิน และยิงเข้าไปในเมืองแคฟฟา อิตาลี ทำให้เกิดกาฬโรคระบาดในเมืองแคฟฟา ผู้คนล้มตายมหาศาล จนเมืองแตก ทำให้มองโกลบุกเข้าตีเมืองแคฟฟาได้ในที่สุด (Toxic มาตั้งแต่กาลก่อนจริงๆ)

History of Mongols แล้วมองโกลคือใคร?

แรกเริ่มเดิมที ชาวมองโกลเป็นเพียงชนเผ่าเร่ร่อนที่อาศัยแถวฝั่งตะวันออกของเอเชียกลาง ซึ่งชนเผ่ามองโกลนั้น มีความสามารถในการรบและปกป้องตัวเองเป็นอย่างมาก แต่ด้วยเนื่องจากแนวคิดของพวกเขา มักจะสนใจและเคารพแค่เพียงคนในตระกูลเท่านั้น การรวบรวมกลุ่มคนเพื่อปกป้องตัวเองนั้นจึงเป็นไปโดยยากลำบาก

แต่เมื่อการก้าวเข้ามาของผู้ชายที่ชื่อ “เตมูจิน” ทุกสิ่งก็เปลี่ยนไป เขาเป็นผู้รวบรวมชนเผ่ามองโกลให้เป็นปึกแผ่น อาศัยความสามารถของเขาทั้งในด้านการรบและการฑูต ซึ่งหลังจากได้รวบรวมผู้คนแล้ว พวกเขาได้สถาปนาให้เตมูจินเป็น “เจงกิสข่าน” มีความหมายว่า “ผู้ปกครองแห่งนิรันดร์”

ภายใต้การปกครองของเจงกิสข่าน พวกเขาได้ใช้ความสามารถในทางการรบที่ใช้ยุทธวิถีทางทหารที่สุดแสนจะไฉไลและรับมือได้ยากในยุคนั้นคือ ยอดพลธนูบนหลังม้า เน้นใช้ความรวดเร็ว ฉับไว สร้างความแตกต่างและความได้เปรียบในการรบให้กับมองโกล (Speedrun before it was cool.)

เส้นกราฟของชาวชาวมองโกลได้พุ่งขึ้นสุดทะลุแกน Y พวกเขาได้พิชิตทั้งเอเชียกลาง จีนตอนเหนือ และดินแดนเปอร์เซีย ถึงแม้ต่อมาในปี ค.ศ. 1227 เจงกิสข่านผู้ยิ่งใหญ่ได้จากโลกนี้ไป แต่ลูกหลานในตระกูลของเขาก็ได้สานต่อความยิ่งใหญ่อย่างไม่ลดละ และอีกบุคคลที่สานต่อความยิ่งใหญ่ได้อย่างน่าเกรงข่ามคือ “กุบไลข่าน” ผู้มีศักดิ์เป็นพระราชนัดดาหรือหลาน ในตระกูลของเจงกิสข่าน ซึ่งรับช่วงต่อมาจากพระเชษฐาหรือพี่ชาย อย่าง “มองกูข่าน”

กุบไลข่าน ผู้โค่นราชวงศ์ซ่งของจีน

ในปี ค.ศ. 960 ราชวงศ์ซ่งได้ถูกสถาปนาโดยขุนพลเจ้ากวงใน ซึ่งเขาได้นำระบบการปกครองของขงจื๊อกลับมาใช้อีกครั้ง และอีกจุดเด่นที่ที่สำคัญคือตั้งระบบการสอบคัดเลือกเพื่อเข้ารับเข้าราชการเพื่อคัดกรองบุคลากรชั้นหัวกะทิมาขับเคลื่อนระบบการปกครอง ทำให้ราชวงศ์ซ่งมีความเข้มแข็ง อีกทั้งจุดแข็งในทางการค้าขายของพวกเขา ส่งผลให้ราชวงศ์ซ่ง รุ่งเรืองและก้าวหน้าเป็นอย่างมากในยุคนั้น

แต่ในทางกลับกัน เมื่อเกิดความเจริญรุ่งเรือง ความฉ้อโกงก็เกิดตามมาเป็นของคู่กัน ทำให้ราชวงศ์ซ่งตกอยู่ในช่วงเวลาแห่งขาลง พร้อมกับต้องมารับมือกับภัยคุกคามของกองกำลังเร่ร่อนที่คืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ ค่อยๆ กินอาณาเขตเข้ามา เมื่อเกิดทั้งศึกภายในและศึกนอก ทำให้ราชวงศ์ซ่งเกิดความอ่อนแอ ผลคือต่อมาในภายหลัง จึงพ่ายแพ้ต่อกองกำลังดังกล่าว ซึ่งเป็นของชายผู้ยิ่งใหญ่ อย่างกุบไลข่านนั้นเอง หลังจากเข้ายึดแผ่นดินของราชวงศ์ซ่งในทางตอนใต้ได้สำเร็จ กุบไลข่านจึงได้สถาปนาราชวงศ์ขึ้นมาแทนที่โดยทันที ในปี ค.ศ. 1279 ชื่อ “ราชวงศ์หยวน”

ต้นกำเนิดของคำว่า “Kamikaze”

หลังจากพิชิตดินแดนทั้งในฝั่งยุโรปและทั้งในเอเชียได้ ทางจักรวรรดิมองโกล ภายใต้การนำทัพของกุบไลข่าน ได้บังเกิดเป้าหมายใหม่ นั้นก็คือชาติที่เป็นเกาะ อย่างญี่ปุ่น

ในปี ค.ศ. 1274 กุบไลข่านได้จัดกองทัพชาวมองโกลและเกาหลีจำนวนประมาณสี่หมื่นนายบุกญี่ปุ่นโดยใช้เรือเก้าร้อยลำ หลังจากกองกำลังชุดแรกได้ยกพลขึ้นบกที่อ่าวฮากาตะ ที่เกาะคิวชู ทางกองทัพของกุบไลข่านได้ทำการบุกเข้าใส่กองกำลังของญี่ปุ่นได้อย่างง่ายดาย แต่ยังไม่สามารถบุกเข้าไปได้ไกลกว่านั้น จึงต้องอาศัยกองกำลังเสริมที่จะมาในวันรุ่งขึ้น เมื่อถึงรุ่งสาง กองกำลังเสริมได้มาถึง และเตรียมจะยกพลขึ้นบกในทันที ปรากฎว่าได้เกิดพายุไต้ฝุ่นครั้งใหญ่ ทำลายกองเรือของจักรวรรดิมองโกลไปส่วนมาก เหล่าทหารหาญต้องหนีตายจากพายุนั้น เกิดการล้มตายของทหารเป็นจำนวนมาก กองทัพเกิดอาการเสียขวัญ จึงต้องถอยทัพกลับไปในที่สุด

แต่ทางจักรวรรดิมองโกลยังไม่ละความพยายาม อีก 7 ปีให้หลัง ทางกุบไลข่านได้จัดกองทัพ ซึ่งมีทหารจำนวนหนึ่งแสนสี่หมื่นนาย ใช้เรือสี่พันลำ กรีธาทัพเข้าใส่ญี่ปุ่นอีกครั้ง ซึ่งก็เป็นอีกครั้งเช่นกัน ที่ทางกองทัพของจักรวรรดิมองโกลบุกเข้าใส่กองทัพของญี่ปุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ตามสไตล์เปิดก่อน ได้เปรียบ)

อนิจจา เกิดพายุไต้ฝุ่นครั้งใหญ่ (อีกแล้ว) ได้เข้าทำลายกองเรือของจักรวรรดิมองโกลอย่างราบคาบ ทำให้กองเรือที่เหลือ ต้องถอยทัพกลับบ้านเก่าไปอย่างช้ำๆ เป็นรอบที่สอง

จากการที่พายุไต้ฝุ่นได้เข้าช่วยให้ญี่ปุ่นรอดจากการถูกรุกรานได้ทั้งสองครั้งสองครา ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าเป็นเพราะเทพได้ปกป้องคุมครองพวกเขาเอาไว้ และได้ขนานนามพายุลูกนั้นว่า “Kamikaze” หรือแปลว่า “ลมแห่งสวรรค์” นั้นเอง