Dreamhaven ความฝันครั้งใหม่ ไมเคิล มอร์เฮม ของผู้ก่อตั้ง Blizzard

เมื่ออดีต CEO ของ Blizzard มาเป็นผู้สร้างและจัดจำหน่ายเกมด้วยตัวเองอีกครั้ง

เดือนตุลาคม 2018 เป็นเดือนที่ ไมเคิล มอร์เฮม หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Blizzard Entertainment สตูดิโอเกมยักษ์อันดับต้นๆ ของโลกได้ประกาศลงจากตำแหน่งผู้บริหารของบริษัทอย่างเป็นทางการ หลังจากที่ได้ทำหน้าที่ของเขามาเป็นเวลาร่วมสามทศวรรษ 2 ปีให้หลังในปี 2020 นี้ในที่สุดเขาก็ได้กลับมาสร้างสิ่งที่เขารักอย่างที่ใจต้องการอีกครั้งกับสถานที่แห่งใหม่ในชื่อ Dreamhaven ที่เขาและภรรยาได้ก่อตั้งขึ้นมาพร้อมกับเหล่ามือดีจาก Blizzard อีกมากมาย

ไมเคิล หรือ ไมค์ มอร์เฮม เป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งทีมพัฒนา Blizzard ขึ้นมาในปี 1991 พวกเขาเริ่มต้นด้วยการเป็นทีมพัฒนาเล็กๆ ภายใต้ชื่อ Silicon & Synapse ก่อนที่จะกลายร่างมาเป็น Blizzard Entertainment อย่างที่รู้จักกันดีในฐานะบริษัทผู้สร้างเกมที่ทำรายได้ต่อปีเป็นหลักพันล้านและก็มีเกมมากมายที่เคยเป็นเสาหลักให้กับแวดวงอุตสาหกรรมเกมทั้ง Warcraft, Diablo, StarCraft และ Overwatch จุดเปลี่ยนของ Blizzard Entertainment อย่างแท้จริงที่ทำให้พวกเขากลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ก็คงหนีไม่พ้นกับจับมือเป็นพันธมิตรกับทาง Activision ในปี 1994 ด้วยการขายกิจการไปในมูลค่า 6.75 ล้านเหรียญ ที่ได้ทำให้พวกเขากลายเป็นทีมงานที่ทั้งเป็นที่รักและรังเกียจผสมปนเปกันมาจนถึงทุกวันนี้

วันที่ 24 กันยายน 2020 สองปีให้หลังจากการลงจากตำแหน่งผู้บริหารของ Blizzard ไมเคิล มอร์เฮม ก็ได้กลับมาสู่แวดวงอุตสาหกรรมเกมอีกครั้งพร้อมกับ เอมี่ ภรรยาของเขาและอดีตทีมงานบางส่วนจากทาง Blizzard เพื่อมาก่อตั้งบริษัทผู้ผลิตและวางจำหน่ายเกมแห่งใหม่ภายใต้ชื่อของ Dreamhaven และในตอนนี้พวกเขาก็ยังมีสตูดิโอสร้างเกมในสังกัดแล้วถึงสองแห่งในชื่อ Moonshot Games และ Secret Door ที่ก่อตั้งโดยอดีตทีมงานจากทาง Blizzard ที่กำลังพัฒนาเกมของพวกเขาอยู่แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยออกมาได้ในตอนนี้

“เราได้เรียนรู้วิธีการสร้างสภาพแวดล้อมให้กับเหล่านักสร้างสรรค์ให้พวกเขาทำผลงานให้ออกมาดีที่สุดกันมาเยอะครับ และเราก็ประสบความสำเร็จมาเป็นเวลาหลายปีแล้วกับที่ Blizzard” ไมเคิล มอร์เฮม ให้สัมภาษณ์กับทาง Washington Post “เรามาถึงทางแยกที่ทำให้เราต้องคิดทบทวนอะไรกันใหม่อีกครั้งถึงสิ่งที่เราจะทำกันไปอีกในตลอดชีวิตที่เหลือ สำหรับผมและเอมี่ มันคือการถอยหลังกลับมาและมองไปยังสิ่งต่างๆ ที่เราสามารถทำได้และตัดสินใจกลับมาในวงการอีกครั้งด้วยทีมงานที่เราไว้ใจและร่วมแบ่งปันคุณค่ากันมา รวมไปถึงอะไรที่ประมาณว่า ‘เฮ้ ด้วยประสบการณ์เรามีบางทีครั้งนี้เราอาจจะทำมันได้ดีกว่าเดิมก็ได้'”

สำหรับในตอนนี้ทางทีมงาน Moonshot จะเป็นทีมงานที่ทำหน้าที่ในการพัฒนาเกมขนาดใหญ่ โดยที่ Secret Door ก็จะทำหน้าที่ร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการสร้างสรรค์ในส่วนของการออกแบบให้กับทีม Moonshot โดยคาดการว่าเกมแรกของพวกเขาอาจจะเป็นเกมที่เน้นหนักไปในส่วนของมัลติเพลเยอร์เป็นหลักด้วย

ในส่วนของ Dreamhaven แล้วในตอนนี้พวกเขาก็มีทีมงานทั้งหมด 27 คนด้วยกันซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นอดีตพนักงานจากทาง Blizzard ตัวอย่างเช่น ดิสติน บราวเดอร์ (“Heroes of the Storm,” “StarCraft II”) , เจสัน เชยส์ (“Hearthstone”) , เอริก ดอดดส์ (“WoW,” “Hearthstone”) , คริส สิกาตี (“Warcraft III,” “StarCraft II”) , และ เบน ทอมป์สัน (“Hearthstone”) และก็ยังมีทีมงานคนอื่นๆ ที่มีประสบการณ์ในการสร้างเกมชื่อดังอีกมากมายทั้งจากภาควิศวกรรม และด้านปฏิบัติการรวมไปถึงยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านงานศิลป์อีกด้วย ซึ่ง เอมี่ มอร์เฮน เองก็ยังเป็นหนึ่งในผู้รับผิดชอบในการดำเนินการจัดการ World of Warcraft ในประเทศจีนมาแล้ว และก็ยังเป็นผู้จัดการด้านอีสปอร์ตทั่วโลกให้กับทาง Blizzard มาก่อนด้วย ซึ่ง Dramhaven นี้เป็นบริษัทที่ทาง ไมเคิล มอร์เฮน ลงทุนเองในการก่อตั้งแต่พวกเขาก็ยังเปิดกว้างให้กับเหล่านักลงทุนจากภายนอกเช่นกันด้วย

“บางอย่างที่เคยเป็นเรื่องยากในตอนแรกมันกลับมีความง่ายขึ้นกว่าเดิมมานิดหน่อยในครั้งนี้ เราไม่ได้เริ่มต้นด้วยการที่ไม่มีเงินติดตัวเลยสักแดง และเราก็ไม่ต้องสร้างเครื่องมือต่างๆ ด้วยตัวเองอีกแล้ว มันมีเทคโนโลยีมากมายที่ค่อนข้างจะเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการทำให้เราสร้างสิ่งต่างๆ ได้ บรรยากาศของธุรกิจเกมในตอนนี้มันมีความเป็นมิตรมากกับการเริ่มต้นในการเป็นสตาร์ตอัปพัฒนาเกม และมันก็น่าสนใจเป็นอย่างมาก บางทีมันคงจะมีอีกสักสิบเปอร์เซ็นต์ที่แหละที่คือความกลัวอย่างที่พวกคุณเองก็รู้”

“Dreamhaven คือแสงสว่างที่จะคอยทำทางอุตสาหกรรม บางทีเราเอาจะนำทางด้วยการแสดงให้เห็นวิธีการที่ดีกว่าในการสร้างเกม และในส่วนของด้านธุรกิจที่เกี่ยวกับเกม และยังรวมไปถึงการเอาใจใส่พนักงานและการดูแลผู้เล่นอีกด้วย แน่นอนว่าคัณจะต้องสร้างสรรค์ผลงานออกมาให้ประสบความสำเร็จและจะต้องประสบความสำเร็จทางการเงินไปด้วยเพื่อเป็นการเกื้อกูลกัน แต่นั่นแหละคือสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่”

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:Washington Post