Days Gone Review

ผลงานเกมออริจินัลของทีมงาน Bend Studio ที่นอกจากการเปลี่ยนชื่อซอมบี้เป็น Freakers แล้วเราก็หาความเป็นออริจินัลแทบจะไม่ได้
days gone review

Days Gone เป็นเกมที่นำเอาองค์ประกอบจากเกม The Last of Us มาต่อยอดสร้างเป็นเกมโลกเปิดเพิ่มเติมด้วยจุดขายธีมซอมบี้ที่มีอยู่เกลื่อนกลาดในท้องตลาด แต่ก็มีลูกเล่นอย่างคลื่นมหาชนคนซอมบี้ที่เปิดตัวได้อย่างอลังการงานสร้างดาวล้านดวงที่มาพร้อมกับคุณภาพงานสร้างสมศักดิ์ศรีค่ายในสังกัด PlayStation ยิม แต่องค์ประกอบเหล่านี้กลับไม่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างที่ควรเป็นด้วยความ “เฉิ่มเบ๊อะ” ทั้งในด้านการออกแบบและเนื้อเรื่อง

Days Gone เป็นผลงานของทีมงาน Bend Studio หนึ่งในทีมงานคู่บุญของ PlayStation ที่ปลุกปั้นอยู่กับซีรีส์เกมสายลับ Syphon Filter มานานร่วมสองทศวรรษแต่เกมของพวกเขาก็ยังไม่ได้เฉิดฉายและได้รับการยอมรับในวงกว้างเสีย แม้จะมีโอกาสในการพัฒนาเกม Uncharted: Golden Abyss ลงให้กับเครื่อง PlayStation Vita ที่พอจะได้รับการพูดถึงอยู่บ้างแต่มันก็เป็นการนำเอาซีรีส์เกมของคนอื่นมาต่อยอด Days Gone ผลงานออริจินัลชิ้นใหม่ของพวกเขาจึงได้ถือกำเนิดขึ้นมาโดยหวังพึ่งว่าความซอมบี้น่าจะมาช่วยให้พวกกลายเป็นที่จดจำได้ในที่สุด

เกม Days Gone เปิดตัวในฐานะเกมแอ็กชันผจญภัยแนวโลกเปิดที่มาพร้อมกับโลกหลังหายนะจากเหล่าซอมบี้ (ที่ในเกมเรียกว่า Freakers) และมาพร้อมกับระบบการแสดงผลเหล่าคลื่นซอมบี้ที่ทำให้มันได้กลายเป็นที่ถูกพูดถึงในวงกว้างในตอนเปิดตัว ซึ่งในตลอดการโปรโมตตัวเกมทางทีมงานก็ได้โชว์จุดเด่นระบบการต่อสู้กับเหล่าคลื่นซอมบี้นี้มาโดยตลอด ที่ทำให้เราได้เห็นการใช้กลไกอาวุธต่างๆ ในการต่อสู้และเอาตัวรอด แต่สุดท้ายในตอนที่เกมออกวางจำหน่ายจุดขายที่ว่านี้กลับกลายเป็นเพียงไม้ประดับที่ไม่จำเป็นต้องเล่นก็ได้ และกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของเกมก็ยังศัตรูในเกมก็ยังกลายเป็นเหล่ามนุษย์และคนบ้าไปเสียอย่างงั้น

days gone fight

โดยพื้นฐานแล้ว Days Gone แทบจะนำเอาระบบของเกม The Last of Us มาเป็นพื้นฐานโดยแผ่ขยายความเป็นเกมโลกเปิดใส่เข้าไป ภารกิจเกมส่วนใหญ่ในจึงเป็นภารกิจในสไตล์เกมลอบเร้นที่เพิ่มเติมความแอ็กชันมากให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งบางอย่างก็เป็นการต่อยอด และบางอย่างก็เป็นการลดทอนรายละเอียด และเสริมเติมแต่งให้มันมีความกระชับฉับไวมากขึ้นตัวอย่างเช่นการลดทอนรายละเอียดแอนิเมชันที่ไม่จำเป็นออก ปรับระบบการต่อสู้ด้วยอาวุธปืนมีความแม่นยำมากขึ้นแต่ก็ยังคงสร้างความท้าทายให้กับผู้เล่นในการเล็งยิงศัตรูด้วยเป้าที่สั่นไหว

ซึ่งเกมก็ยังได้ใส่ระบบการลอบเร้นก็ยังมาพร้อมกับกลไกการเทกดาวน์ และก็ยังมีระบบการต่อสู้ด้วยอาวุธระยะประชิดด้วยอาวุธต่างๆ แต่ก็ไม่ได้มีตัวเลือกหรือกลไกเสริมเติมแต่งใดๆ มากนัก ซึ่งเกมก็ยังได้ใส่ระบบการคราฟต์ของที่สร้างความน่ารำคาญให้กับผู้เล่นมากกว่าความสนุก และยังถูกจำกัดด้วยจำนวนทรัพยากรในแผนที่และจำนวนของที่เราถือได้ ตัวอย่างเช่นในเกมจะมีภารกิจให้เราต้องใช้ระเบิดเพลิงในการทำลายรังของเหล่าซอมบี้ (Freakers) แต่บางทีเราก็แทบจะหาของมาคราฟต์ระเบิดเพลิงไม่ได้ เพราะก่อนหน้านี้เราได้เก็บมันมาใช้ไปหมดแล้ว และทรัพยากรเหล่านี้ก็ไม่ได้อยู่เป็นหลักเป็นแหล่งพอที่จะทำให้เราหาได้สะดวก เหมือนเป็นการแกมบังคับให้เราออกสำรวจไปตามแผนที่ที่การสำรวจนั้นก็ไม่ได้นำพาไปยังผลตอบแทนที่คุ้มค่า

เกมยังมีระบบการพัฒนาตัวละคร และคุณภาพชีวิตในแบบอย่างที่เกมจากค่ายยักษ์ใหญ่พึงมีมาอย่างครบถ้วน แต่มันก็มีอยู่เพียงแค่อย่างละนิดอย่างละหน่อย และถูกออกแบบไว้อย่างสะเปะสะปะที่หาจุดเด่นด้านใดด้านหนึ่งไม่ได้ อาวุธปืนเองก็มีให้ใช้งานกันอยู่แค่ไม่กี่แบบและหาความแตกต่างไม่ได้ เช่นเดียวกับอาวุธระยะประชิดที่ก็ไม่ได้มีท่วงท่ามากไปกว่าการกดโจมตีและกลิ้งหลบ สกิลต่างๆ ในระบบการพัฒนาตัวละครของเกมเองก็ยังไร้ประโยชน์เสียแทบไม่รู้จะอัปเกรดไปทำไม

days gone bike

ถึงแม้เกมจะจั่วหัวด้วยการเป็นเกมโลกเปิดที่มาพร้อมกับระบบยานพาหนะอย่างมอเตอร์ไซค์คู่ใจของตัวละครเอก แต่โดยพื้นฐานแล้วการเล่าเรื่องในเกมก็แทบจะเป็นเส้นตรงที่ถูกคั่นด้วยไซด์เควสที่ต้องทำตามลำดับ และโลกในเกมเองก็ยังไม่มีกิจกรรมหรือไซด์เควสหรือสิ่งที่น่าค้นหาใดๆ มาสร้างความรู้สึกในการออกสำรวจ และกว่าเกมจะนำเสนอจุดขายกับการต่อสู้กับเหล่าฝูงซอมบี้มาให้ได้เล่นกันก็ปาเข้าไปจวนจะจบเกมแล้ว ซ้ำรายมันยังมาในรูปแบบของภารกิจเสริมที่ไม่ต้องทำก็ได้ และยังตื้นเขินไร้ลูกเล่น เหมือนมีไว้เพื่อเป็นเนื้อหาหลังเกมจบทึ่ปูไปสู่ฉากจบลับหลังเครดิตเท่านั้น

ความโลกเปิดที่เกมพอจะมีอยู่บ้างก็ดันเป็นองค์ประกอบอันแสนจืดชืด เช่นการเคลียร์ป้อมหรือแคมป์ของศัตรูและการทำลายรังของเหล่าซอมบี้ (หรือ Freakers ก็เหมือนๆ กันแหละ) ต่างจุดต่างๆ บนแผนที่เท่านั้น ที่ก็ยังพอโชคดีอยู่บ้างที่จำนวนกิจกรรมโลกเปิดอันซ้ำซากนี้ไม่ได้มีจำนวนมากจนพาเราเบื่อไปเสียก่อนประหนึ่งว่าตัวคนสร้างเองก็รู้อยู่แล้วว่ากิจกรรมต่างๆ เหล่านี้มันถูกใส่มาเพื่อเติมเต็มความเป็นเกมโลกเปิดให้พอมีเป็นกระสัยเท่านั้น แต่กระนั้นมันก็มีบางสิ่งบางอย่างที่กลับสร้างความรำคาญมากกว่าสนุกโดยเฉพาะการถูกซุ่มโจมตีต่างๆ จากเหล่าศัตรูในระหว่างการเดินทางไม่ว่าจะเป็นสไนเปอร์ที่สามารถยิงรถเราให้พังได้ด้วยกระสุนนัดเดียว หรือลวดสลิงขึงดักเด็กแว้นที่อยู่ๆ ก็โผล่มาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย หรือไม่ก็การสร้างศัตรูให้โผล่มาตีเราแบบดื้อๆ ก็มี และแน่ละครับว่านี่คือเกมซอมบี้ที่มีความเจือจางอยู่ 20 เปอร์เซ็นต์ องค์ประกอบเหล่านี้ก็ยังไม่มีซอมบี้เข้ามาเกี่ยวแต่อย่างใด

เช่นเดียวกับระบบยานพาหนะมอเตอร์ไซค์คู่ใจเองก็ยังตื้นเขินที่แทบจะไม่มีตัวเลือกในการอัปเกรด แต่เกมก็ฉลาดพอที่จะทำให้เราต้องอัปเกรดมันด้วยการสร้างระบบที่เพิ่มความยุ่งยากด้วยการที่น้ำมันในการเดินทางสามารถหมดถังได้ แต่อย่างไรก็ดีมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเราก็แทบที่จะไม่มีบทบาทสลักสำคัญใดๆ ทั้งในแง่ระบบการเล่นและเรื่องราว จะมีบ้างก็เป็นเควสบางๆ ให้เราได้ขี่รถมอเตอร์ไซค์ไล่ล่าหรือไม่ก็เควสค่าเวลาล่าค่าหัวไม่กี่เควสที่ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ อาจจะเป็นเพราะโดยเนื้อแท้แล้วมันเป็นเกมแนวเส้นตรงที่ถูกนำมีตีแผ่ขยายให้กลายเป็นเกมโลกเปิดอย่างไม่เต็มใจ หรือไม่ก็ถูกเปลี่ยนแนวทางจากการเป็นเกมโลกเปิดแบบกระบะทราย มาเป็นเกมเน้นเล่าเรื่องเหมือนออกมาจากแท่นพิมพ์ของ PlayStation ที่เราก็ไม่อาจรู้ได้แต่ก็พอจะคาดได้ว่าไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง

days gone ride

แม้เกม Days Gone จะมีองค์ประกอบในแบบอย่างที่เกมชั้นนำพึงมีอย่างครบถ้วนแต่มันกลับถูกปรุงแต่งอย่างไร้รสนิยมและเต็มไปด้วยความเฉิ่มเชยในด้านการออกแบบฉากและลำดับการเล่าเรื่องที่เหมือนถอดแบบมาจากเกมสไตล์โลกเปิดในยุคเริ่มแรกที่ผู้คนเริ่มเบื่อหน่ายกันแล้ว สิ่งที่นำพาซึ่งความเฉิ่มเบ๊อะยิ่งกว่ากลับเป็นเรื่องราวในเกมที่ยังไม่ก้าวข้ามผ่านการเป็นเกมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากซีรีส์ที่เสื่อมความนิยมไปแล้วอย่าง The Walking Dead ที่ว่าด้วยเรื่องราวความขัดแย้งดราม่าของกลุ่มก้อนผู้รอดชีวิตที่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจึงเหลือรอดอยู่เพียงแค่เหล่าสิงห์มอเตอร์ไซค์นักบิดเพียงแค่หยิบมือกับเหล่าคนบ้า และเกมก็ยังฉาบด้วยเรื่องราวความรักพระนางอัดสุดแสนจะหวานชื่นมาแทรกให้เราได้เลี่ยนกันเป็นระยะๆ อีกด้วย

ใน Days Gone เราจะได้รับบทเป็น ดีคอน เซนต์จอห์น (Deacon St. John) หนุ่มนักบิดพเนจรที่เร่ร่อนที่คอยทำหน้าที่ตามล้างตามเช็ดปัญหาให้กับเหล่ากลุ่มก้อนผู้รอดชีวิตต่างๆ ร่วมกับเพื่อนซี้สิงห์นักบิดคู่หูอย่าง บูเซอร์ (Boozer) และแน่นอนว่าตามสไตล์หนังหรือเกมแนวซอมบี้ที่มันจะต้องมีสิ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนเรื่องราวต่างๆ ให้ชีวิตของทั้งสองต้องพบกับความชิบหาย นั่นคือการที่ดีคอน ได้รู้ถึงเงื่อนงำบางอย่างที่ทำให้เขามีความหวังว่าภรรยาสุดที่รักที่เขาเชื่อว่าตายไปแล้วในเหตุการณ์ชุลมุนช่วงการแพร่ระบาดยังคงมีชีวิตอยู่ และความเชื่อของดีคอน ก็ได้นำพาให้ทั้งสองได้พบเจอกับเหตุการณ์ต่างๆ นานามากมาย ที่เกมก็พยายามถ่วงเวลาในการเล่าเรื่องราวด้วยพล็อตอันน้อยนิดด้วยภารกิจช่วยชาวบ้านต่างๆ แก้ไขปมของฝั่งฝ่าย พาเราไปรู้เรื่องราวอันน่าฉงนสงสัยขององค์กร NERO ผ่านทั้งเควสหลักและเควสรอง (ที่เกมแกมบังคับให้ทำ)

แต่เรื่องราวของแต่ละฝั่งฝ่ายก็ไม่ได้นำพาไปสู่เรื่องราวการตามหาภรรยาของดีคอน ที่สุดท้ายเกมต้องมารีบเล่าด้วยเนื้อเรื่องช่วงครึ่งหลังที่เปลี่ยนโทนและสร้างตัวร้ายที่ร้ายยันเงามาแทนที่ปล่อยกลุ่มก้อนผู้รอดชีวิตในครึ่งแรกของเกมลอยเท้งเต้ง และมาปลอบใจผู้เล่นด้วยฉากจบที่จงใจยัดแบบดื้อๆ และกว่าที่เกมจะมาแนะนำฟีเจอร์ขายอย่างคลื่นมหาชนคนซอมบี้ให้เราได้สู้ก็ต้องรอไปจนถึงเกือบจะจบเกมเลยทีเดียว และเกมก็ยังประเคนมาในรูปแบบของกิจกรรมเสริมใหม่ที่ไม่ได้ส่งผลกับเรื่องราวในเกมแต่อย่างใด

days gone run

แม้หลายสิ่งหลายอย่างของ Days Gone จะดูแย่และไร้รสนิยม เต็มไปด้วยความตื้นเขิน แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คืองานสร้างต่างๆ ของเกมเองก็ล้วนอยู่ในระดับแถวหน้า ไม่ว่าจะเป็นแอนิเมชันต่างๆ ของตัวละคร เสียงพากย์ของเหล่านักแสดง ฉากคัตซีน กราฟิกงานภาพและเสียง แม้องค์ประกอบศิลป์ในเกมจะไม่ได้โดดเด่นเหมือนกับเกมอย่าง Red Dead Redemption 2 แต่มันก็สามารถสร้างภาพภูมิทัศน์ในแถบโอเรกอน ออกมาได้อย่างสวยงามและทำให้เราเพลิดเพลินไปกับการขับขี่มอเตอร์ไซค์ได้เรื่อยๆ ซึ่งในช่วงครึ่งหลังเกมก็ยังได้นำเสนอพื้นที่ทางแถบตอนเหนือที่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ และพื้นที่ใหม่ๆ ที่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปอีก แต่ก็น่าเสียดายที่เกมไม่ได้นำเอาแผนที่ในเกมมาใช้ให้เป็นประโยชน์มากนัก

คุณภาพโดยรวมของเกมได้กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ Days Gone กลายเป็นเกมที่สร้างความเพลิดเพลินได้อย่างเหลือเชื่อ มันเหมือนเป็นเกมที่ถูกเปลี่ยนแปลงแนวทางการสร้าง และตัดทอนรายละเอียด พร้อมเสริมเติมแต่งและอัปเกรดในสิ่งที่เกมระดับฟอร์มยักษ์พึงมีให้เป็นเกมที่เหมือนถูกส่งออกมาจากแท่นพิมพ์ของ PlayStation Studios ได้ในท้ายที่สุด และด้วยการที่มันเป็นเกมในระดับครึ่งๆ กลางๆ ไปเสียทุกด้าน และยังขาดซึ่งจุดเด่นและทิ้งจุดขายเอาไว้เป็นเพียงแค่มินิเกม มันก็อาจจะเป็นการดีแล้วก็ได้ที่แฟรนไชส์นี้ได้ปิดฉากลงภายในภาคเดียว

6/10
Total Score
Total
12
Shares
12 Share
0 Tweet
0 Share
0 Share
Previous Post
perfect dark crystal

The Initiative จับมือ Crystal Dynamics เตรียม Perfect Dark เกมยิงในตำนานมาสร้างใหม่

Next Post
fifa 22 cover

FIFA 22 เข้าสู่ยุคใหม่ด้วยเทคโนโลยี HyperMotion

Related Posts
detroit become human review

Detroit: Become Human Review

Detroit: Become Human คือเกมที่ต้องการตั้งคำถามกับเราในฐานะมนุษย์ในยุคปัจจุบันว่าเราต้องการให้อนาคตที่กำลังจะมาถึงในรูปแบบไหน ด้วยเกมการเล่นในแบบดั้งเดิมตามสไตล์ของทีมงาน Quantic Dream ด้วยงานโปรดักชันอันโดดเด่น แต่อย่างไรเสียมันก็ยังมีข้อจำกัดที่เหนี่ยวรั้งความต้องการของผู้เล่นเอาไว้
อ่านต่อ
gears 5 review

Gears 5 – Review ความเก่าก็ยังไม่ไปความใหม่ก็มานิดเดียว

กาลเวลาผ่านมาเลยทศวรรษไปแล้วชื่อของ Gears of War ยังคงโลดเล่นผ่านเกมภาคหลัก 4 ภาคและภาคแยกอีกหนึ่ง และในภาคที่ 5 นี้ทางทีมงาน The Coalition ทีมพัฒนาผู้ซึ่งรับไม้ต่อจาก Epic Games มาตั้งแต่ภาคก่อนหน้า
อ่านต่อ
Total
12
Share