รายละเอียดอย่างเป็นทางการของโหมดมัลติเพลเยอร์ใน Call of Duty: Black Ops Cold War

พร้อมกำหนดการเปิดให้ทดสอบตัวเกมในเวอร์ชัน Beta

Call of Duty: Black Ops Cold War ปล่อยรายละเอียดโหมดมัลติเพลเยอร์ของตัวเกมออกมาให้เราได้ทราบกันอย่างเป็นทางการแล้ว โดยตัวเกมจะเป็นการพาเรากลับไปยังรูปแบบการเล่นของ Call of Duty ที่คุ้นเคยกันอีกครั้งในสไตล์ที่แตกต่างไปจากเกมในภาค Modern Warfare โดยตัวเกมจะมีการเปิดให้ทดสอบในช่วง Beta กันในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ด้วย

กำหนดการ Early Access และ Open Beta

Black Ops Cold War Beta
Call of Duty: Black Ops Cold War, Activision

สำหรับการเปิดให้ทดสอบ Beta ของตัวเกม Call of Duty: Black Ops Cold War ทาง Activision และ Treyarch ผู้พัฒนาเกมจะแบ่งเฟสการทดสอบออกแบบ “weekend” โดยที่แต่ละ “weekend” จะมีการเปิดให้ทดสอบเป็นจำนวน 5 วันด้วยกัน โดยจะมีการแบ่ง weekend แต่ละช่วงออกเป็นดังนี้

  • Weekend 1: Early Access – ช่วงเวลาตั้งแต่ 8-9 ตุลาคม เปิดให้ผู้สั่งจองตัวเกมบน PlayStation 4 หรือ PlayStation 5 ได้ทำการทดสอบล่วงหน้า
  • Weekend 1: Open – ช่วงเวลา 10-12 ตุลาคม เปิดให้ผู้เป็นเจ้าของเครื่อง PlayStation 4 ทั้งหมดเข้าไปทดสอบ (อาจจำเป็นต้องมี PlayStation Plus ในการทดสอบด้วย
  • Weekend 2: Early Access – ช่วงเวลา 15-16 ตุลาคม เปิดให้ผู้สั่งจองบนทุกแพล็ตฟอร์มเข้าไปทดสอบล่วงหน้า
  • Weekend 2: Open – ช่วงเวลา 17-19 ตุลาคม เปิดทดสอบให้กับผู้เล่นทั่วไปได้เข้าไปทำการทดสอบบนทุกแพล็ตฟอร์ม และจะเป็นการเปิดทดสอบระบบ crossplay ของตัวเกมด้วย

แผนที่ของ Call of Duty: Black Ops Cold War

สำหรับแผนที่ของตัวเกม Call of Duty: Black Ops Cold War ทางทีมงาน Treyarch ได้ยืนยันว่ามันจะเป็นแผนที่ในสไตล์ที่แฟนๆ เกมในแฟรนไชส์ Black Ops คุ้นเคย โดยมันจะมีการออกแบบที่มีความสมจริงมากขึ้น และก็จะมีการอ้างอิงทางประวัติศาสตร์มาเป็นพื้นหลังของแผนที่ที่จะให้มันได้บรรยากาศของ “สงครามเย็น” ในช่วงปี 1980s อีกด้วย

ซึ่งในโหมดมัลติเพลเยอร์ของเกมภาคนี้มันจะพาผู้เล่นไปยังสถานที่ต่างๆ ทั่วโลกมากมายตั้งแต่ ทะเลทรายแองโกลาในแผนที่เกมที่ชื่อว่า Satelite, ทะเลสาบน้ำแข็งในอุซเบกิสถานในแผนที่ที่ชื่อว่า Crossroads, ท้องถนนทางตอนใต้ในแผนที่ที่ชื่อว่า Miami, น่านน้ำแอตแลนติกในแผนที่ Armada ไปจนถึงใจกลางของสหภาพโซเวียตกับแผนที่ที่ชื่อว่า Moscow โดยในแต่ละแผนที่ก็จะมีรายละเอียดดังนี้

Combine Arms Cold War
Call of Duty: Black Ops Cold War, Activision

Armada

เป็นแผนที่ที่อ้างอิงมาจากปฏิบัติการ Operation Azorian ที่กองกำลังสหรัฐและโซเวียตได้เดินทางไปยังใจกลางของมหาสมุทรแอตแลนติกทางตอนเหนือเพื่อค้นหาเรือดำน้ำนิวเคลียร์รุ่นต้นแบบ ซึ่งเป็นช่วงเวลาอันตึกเครียดในช่วงสงครามเย็นระหว่างสองฟากฝั่งในการแข่งขันกันเพื่อกู้เรือดำน้ำลำที่ว่านี้ขึ้นมานั่นเอง ซึ่งแผนที่ในเกมนั้นจะมีจุดเด่นอยู่ที่การใช้ Zipline ในการเดินทางระหว่างเรือในการต่อสู้ และยังมีเรือติดอาวุธประจำการให้ได้ใช้กันอีกด้วย

Crossroads

แผนที่นี้เป็นเส้นทางที่นำไปสู่อัฟกานิสถานที่มีความสำคัญในช่วงสงครามเย็นเป็นอย่างมาก จากการที่กองกำลังของ NATO ได้เข้าเคลื่อนพลเข้าไปเพื่อเตรียมซุ่มโจมตีคอนวอยขนาดใหญ่ของโซเวียตที่ประกอบไปด้วยแท่นยิงขีปนาวุธ ICBM และก็เป็นทีม MI6 ที่จะต้องมาเผชิญหน้ากับกองกำลัง Spetsnaz เพื่อหาที่ตั้งตำแหน่งของคอนวอยที่ว่านี้ให้ได้ โดยในแผนที่ของตัวเกมจะมีจุดเด่นในส่วนของการต่อสู้ด้วยรถถังและสโนว์โมบิล และก็จะมีจุด Zipline เพื่อทะลวงผ่านไปยังแนวป้องกันของแต่ละฝ่ายได้อีกด้วย

Miami

แผนที่นี้จะเป็นแผนที่ที่มีความเชื่อมโยงกับเรื่องราวของตัวเกม จากการที่กองกำลัง DGI ของ Perseus ได้เข้าโจมตีขบวนขนส่งนักโทษเพื่อชิงตัวพันธมิตรที่เขาไว้ใจกลับคืนมา โดยในแผนที่นี้มันจะมีการตกแต่งในสไตล์ art-deco และมีสีสันที่สดใสท่ามกลางแสงไฟนีออน โดยเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ CIA ที่จะต้องลงไปจัดการกองกำลัง DGI เพื่อหาเงื่อนงำของ Perseus ให้ได้

Moscow

ลึกลงไปในใจกลางสหภาพโซเวียต กองกำลัง Spetsnaz ได้ถูกส่งเข้าไปเพื่อแทรกซึมเข้าไปในเซฟเฮ้าส์ของ CIA เพื่อทำการจับเจ้าหน้าที่ของ CIA มาหาข้อมูลแผนการต่างๆ ของทาง NATO แต่จากรายงานดูเหมือนว่าภารกิจแทรกซึมจะกลายเป็นสนามรบไปในท้ายที่สุด และมันก็ต้องเป็นหน้าที่ของทีมสนับสนุน CIA-JSOC ที่จะต้องเข้าไปช่วยเหลือเหล่าเจ้าหน้าที่ CIA

Satellite

ลึกลงไปท่ามกลางทะเลทรายในแองโกลา ใจกลางของแอฟริกามันเป็นที่ตั้งของดาวเทียมลับของอเมริกาที่ชื่อว่า KH-9 ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่ากองกำลัง DGI ของ Perseus อาจจะค้นพบและค้นเจอข้อมูลลับบางอย่างในสถานที่แห่งนี้ได้ มันจึงเป็นหน้าที่ของกองกำลัง MI6 ของทาง NATO ที่จะต้องเข้าไปจัดการกับเหล่ากองกำลัง DGI ให้สิ้นซาก

Miami Cold War
Call of Duty: Black Ops Cold War, Activision

โดยแผนที่ทั้งหมดนี้ทางทีมงาน Treyarch ได้บอกว่าพวกเขาได้มีการวิจัยจากสถานที่จริงและนำมันมาเป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ ซึ่งทางทีมงานได้ใช้เทคโนโลยี Photogrammetry ในการสแกนวัตถุ, พื้นผิว, สภาพแวดล้อม และวัสดุต่างๆ มากกว่าพันแบบมาใช้ในการสร้างแผนที่ของตัวเกม และยังมีการใช้ระบบ photometric lighting เพื่อทำแสดงแสงเงาได้สมจริง รวมไปถึงยังมีระบบสภาพพื้น (terrain) แบบใหม่ที่ชื่อว่า “Contour” ของตัวเอนจินที่จะทำให้พื้นในเกมมีมิติมากขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

Multiplayer Modes Overview

สำหรับโหมดต่างๆ ของระบบมัลติเพลเยอร์มันก็ยังคงมีโหมดการเล่นตามแบบฉบับดั้งเดิมของ Call of Duty ทั้ง Team Deathmatch, Search & Destroy, Domination, และ Kill Confirme โดยจะมีโหมดใหม่ที่เพิ่มเข้ามานั่นคือโหมด VIP Escort, Combined Arms, และ Fireteam รวมไปถึงโหมด Control ของ Black Ops 4 ที่แฟนๆ ชื่นชอบก็จะมีการนำกลับมาให้เล่นกันในภาคนี้อีกด้วย

VIP Escort

จะเป็นโหมดต่อสู้ 6v6 ที่แต่จะมีการแบ่งทีมกันว่าทีมไหนจะต้องทำหน้าที่ปกป้อง VIP หรือจับตัว VIP ให้ได้ โดยในหนึ่งรอบการเล่นจะมีผู้เล่นหนึ่งคนที่ถูกสุ่มให้เป็น VIP โดยจะมีอาวุธติดตัวเพียงแค่ปืนพก, ระเบิดควัน, และ UAV เท่านั้น โดยทีมป้องกันก็จะต้องนำตัว VIP ไปยังจุดถอนตัวให้ได้ในขณะที่ทีมโจมตีก็จะต้องทำหน้าที่ในการสังหาร VIP ให้ได้นั่นเอง

Combined Arms

จะเป็นโหมดการต่อสู้แบบ 12v12 โดยจะมีการผสมผสานเกมการเล่นทั้งทหารราบและการต่อสู้โดยยานพาหนะเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งจะมีสเกลการต่อสู้ที่ขนาดใหญ่ขึ้น และยานพาหนะต่างๆ ก็จะมีความแตกต่างขึ้นอยู่กับขนาดของแผนที่ที่จะมีตั้งแต่ รถถัง, สโนว์โมบิล, เฮลิคอปเตอร์จู่โจม, ไปจนถึงเจ็ตสกี ซึ่ง Combined Arms อาจจะมีการผสมผสานเข้ากับโหมดการเล่นอื่น อย่างเช่น Domination อีกด้วย

Fireteam

จะเป็นโหมดการต่อสู้ 40 ผู้เล่น โดยจะมีการแบ่งทีมออกเป็น 10 ทีม ทีมละ 4 ผู้เล่นซึ่งรูปแบบการเล่นนั้นจะไม่ได้มีเพียงแค่การลงไปต่อสู้ห้ำหั่นกันเท่านั้น แต่มันอาจจะมีภารกิจบางอย่างให้ผู้เล่นต้องทำเพื่อชัยชนะอีกด้วย โดยรูปแบบการเล่นแรกของ Fireteam นั้นจะมีชื่อว่า Dirty Bomb แต่ทางทีมงานยังไม่มีการเปิดเผยออกมาในตอนนี้ว่ามันจะมีเกมการเล่นในรูปแบบไหน

Buggy Black Ops Cold War
Call of Duty: Black Ops Cold War, Activision

ระบบการเล่น

สำหรับระบบพื้นที่ของ Call of Duty: Black Ops Cold War ทางทีมงาน Treyarch บอกว่ามันจะเป็นการนำเอาพื้นฐานของเกม Call of Duty มาต่อยอดให้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยที่ตัวเกมจะมีการเคลื่อนที่และระบบการยิงต่อสู้ที่อิงกับเกมในตระกูล Black Ops เป็นหลัก แต่จะมีการปรับแต่งกลไกบางอย่างที่ทำให้มันยอดเยี่ยมยิ่งขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในเกมภาคนี้ได้มีการใช้เอนจินเสียงแบบใหม่อีกด้วย ที่จะทำให้ผู้เล่นสามารถระบุตำแหน่งของเสียงรอบๆ ตัวได้ดีกว่าเดิม

สำหรับการเลือก Loadout ตัวเกมจะมีระบบ Create-a-Class ให้ผู้เล่นสามารถเลือกอาวุธหลัก, อาวุธรอง, อุปกรณ์ lethal และ tactical, รวมไปถึง Field Upgrade และ Perk ด้วย สำหรับ Field Upgrade มันก็จะเป็นไอเทมช่วยเหลือการต่อสู้ภายในเกมเหมือนกับที่เคยมีใน Modern Warfare และเกมก็จะมีระบบ Wildcard ให้เลือกแนวทางในการสร้างคลาสของผู้เล่น เช่นความสามารถในการติดตั้งอุปกรณ์เสริมให้กับอาวุธได้ถึง 8 ชิ้น, ใช้ Perk ได้ 6 อย่าง, มีจำนวนระเบิดและอุปกรณ์เป็นสองเท่า, และใช้ Perk ได้อย่างไม่มีข้อจำกัดอีกด้วย

Gunsmith

สำหรับการปรับแต่งอาวุธปืนนั้นจะสามารถทำการปรับแต่งได้ในเมนู Gunsmith โดยปืนแต่ละชนิดจะมีอุปกรณ์ให้เลือกติดตั้งได้ถึง 54 อย่างบน 8 จุดของการปรับแต่ง ซึ่งเกมก็จะมีแสดงข้อมูลต่างๆ เป็นสถิติให้ผู้เล่นสามารถทำการปรับแต่งให้เหมาะกับการใช้งานได้

Scorestreaks

Killstreaks ในภาคนี้จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Scorestreaks และมันก็จะมีการคูลดาวน์เพื่อป้องกันการ “spamming” และก็จะมี Scorestreaks บางชนิดที่จะสามารถใช้เพื่อสวนกลับ Scorestreaks อื่นที่ไม่เหมือนกับ anti-Scorstreak แบบดั้งเดิมด้วย

การเคลื่อนไหวในเกม

สำหรับการเคลื่อนไหวในเกมภาคนี้นอกจากมันจะมีท่าทางการเคลื่อนไหวที่สมจริงมากขึ้นแล้ว มันก็จะมีการปรับแต่งท่วงท่าและฟิสิกส์ของเกมที่จะส่งผลกับเกมการเล่นด้วย โดยจะมีจุดเปลี่ยนที่น่าสนใจดังนี้

  • Sprint Take Off – ตัวผู้เล่นจะมีความเร็วสูงในชั่วขณะตอนที่เริ่มสปรินท์ก่อนที่ความเร็วจะตกลงมาเป็นความเร็วสปรินท์ตามปกติ
  • Sliding – การสไลด์จะจบลงที่การก้ม (crouched position) เพื่อให้มันมีท่วงท่าที่มีความน่าเชื่อถือขึ้น
  • Footstep Control – ยิ่งผู้เล่นเคลื่อนที่รวดเร็วมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งทำให้เสียงฝีเท้าดังขึ้นมากเท่านั้น ซึ่งผู้เล่นก็ยังสามารถลดเสียงที่เกิดจากการสปรินท์ได้ด้วยการใช้ Perk ที่ชื่อว่า Ninja Pack ได้เช่นเดิม
  • Jumping – การกระโดดจะมีความสูงที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น และเมื่อตัวละครของผู้เล่นลงสู่พื้นมันก็จะมีช่วงของการชะลอการเคลื่อนไหวด้วย

ประสบการณ์แบบไร้รอยต่อ

Call of Duty: Black Ops Cold War จะรองรับระบบ cross-platform และ cross-generation รวมไปถึง cross-progression ซึ่งทางทีมงาน Beenox จะมีปรับแต่งระบบ Battle.net ให้เอื้อกับการเล่นเกม Call of Duty มากกว่าเดิมซึ่งมันอาจจะมีการแสดงผลในรูปแบบของวิดเจ็ตต่างๆ, การแจ้งเตือนจากตัวเกม และฟังก์ชันอื่นๆ อีกมากมาย และ Call of Duty: Warzone ก็จะถูกผนวกรวมเข้ากับตัวเกมภาคนี้ด้วยภายใต้การดูแลของ Treyarch, Infinity Ward และ Raven Software ที่ผู้เล่นจะยังสามารถเล่นต่อไปได้เช่นเดิมในรูปแบบเกม free-to-play

Call of Duty: Black Ops Cold War จะวางจำหน่ายในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ทั้งบน PlayStation 4, Xbox One, PlayStaion 5, Xbox Series X, Xbox Series S และ PC

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:Activision Blog