Anthem จะเล่าเรื่องแบบเกมเล่นคนเดียวด้วยวิธีการแบบ Co-op

เพราะ Anthem ก็คือ Anthem หาใช่เกมอื่นของ BioWare ไม่

Anthem คือความพยายามอีกครั้งของทีมงาน BioWare ในการจะกู้ชื่อของพวกเขากลับคืนมา หลังจากที่ Mass Effect: Andromeda เกมจากแฟรนไชส์ที่เป็นหัวหอกหลัก ผลงานล่าสุดที่แปะป้ายชื่อของพวกเขาไม่ประสบความสำเร็จในทุกๆ ด้าน ก็ทำให้การกลับมาในครั้งนี้ด้วย Anthem เต็มไปด้วยความกังขา เพราะมันคือเกมที่เน้นหนักไปที่รูปแบบการที่เราเรียกว่า “เล่นร่วมช่วยกันสู้” หรือ “Co-op” ที่ผิดแผกไปจากสิ่งที่พวกเขาเคยทำ จนทำให้หลายคนต่างอดสงสัยไม่ได้ว่า อดีตทีมสร้างเกม RPG ชั้นเยี่ยมทั้ง Dragon Age และ Mass Effect นั้นได้สูญเสียจิตวิญญาณของพวกเขาไปแล้วหรืออย่างไร?

Anthem Boss

แต่ถึงแม้มันจะเน้นหนักไปที่รูปแบบการเล่นในเชิงของ Multiplayer เป็นหลัก แต่ Anthem ก็ยังจะคงไว้ซึ่งการเล่าเรื่องในรูปแบบเดิมอย่างที่ BioWare เคยทำ มันจะมีการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครที่มีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตลอดทั้งเกมการเล่น และจะเต็มไปด้วยช่วงเวลาที่ผู้เล่นจะต้องจดจำ และเรื่องราวของผู้เล่นก็จะมีความเป็นเอกเทศ ที่ผู้เล่นสามารถเลือกเส้นทางของตัวเองได้เช่นเคย ทุกอย่างของ Anthem ล้วนเป็นผลพวงจากการพัฒนาเกมในซีรีส์ Dragon Age และ Mass Effect มาอย่างยาวนาน และนั่นคือสิ่งที่เหล่าผู้สร้างจาก BioWare ได้ยืนยันไว้เมื่อตอนที่พวกเขาได้นำเกม Anthem มาจัดแสดงในงาน PAX West เมื่อกันยายนที่ผ่านมา

โลกเป็นของเรา แต่เรื่องราวเป็นของของคุณ

โลกเป็นของเรา แต่เรื่องราวเป็นของของคุณ เป็นหัวใจหลักของเกม Anthem และก็อย่างที่เราน่าจะได้เห็นไปบ้างแล้ว ในเกมเพลย์ของตัวเกมที่ผู้เล่นนั้นจะสามารถทำการปฏิสัมพันธ์กับภารกิจต่างๆ ที่เป็นภารกิจแบบร่วมด้วยช่วยกันระหว่างผู้เล่นหลายคน แต่ถึงกระนั้นเรื่องราวและการตัดสินใจของผู้เล่นที่ส่งผลต่อเรื่องราวในเกมนั้น ก็จะมีความเป็นเอกเทศที่แยกออกจากผู้เล่นคนอื่นอย่างสิ้นเชิง

“โลกของเรานั้นหมายถึงการเล่นในรูปแบบกลุ่ม ที่เราจะได้มาเล่นร่วมกันในโลก Open World ขนาดใหญ่ และในมุมมองของเต็มไปด้วยวิธีการเล่าเรื่องราวที่กำลังดำเนิน อาจเช่น ระบบกลางวัน-กลางคืนที่แปรผันอยู่ตลอดเวลา เราจะได้รับประสบการณ์เหล่านั้นไปเป็นกลุ่มพร้อมๆ ” คุณ Mike Gamble หัวหน้าทีมอำนวยการสร้างของ Anthem อธิบายให้เราได้ฟังบนเวทีเสวนาในงาน PAX West “เมื่อคุณกลับไปที่ Fort Tarsis (ที่ซึ่งเป็นฐานปฏิบัติการหลักของเกม) มันคือ Fort Tarsis ในแบบส่วนตัวของผู้เล่น ซึ่งมันก็จะเป็นส่วนแรกของการเกริ่นนำเข้าสู่ช่วง High level ของเกม”

Fort Tarsis และ Strider (ฐานปฏิบัติการเคลื่อนที่) นั้นจะเป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ปฏิสัมพันธ์กับเรื่องราวต่างๆ อย่างโดดเดี่ยว ตัวอย่างเช่น ลูกทีมของผู้เล่น (Pit Crew) เช่น เจ้าหน้าที่ทางด้านเทคนิค ผู้ฝึกสอน และตัวละคร NPC ที่ผู้เล่นจะได้พบเจอผ่านภารกิจต่างๆ พวกเขาเหล่านี้จะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นและตัวละครให้ดำเนินไป ในโลกเกม Open World ที่ผู้เล่นสามารถออกไปสำรวจได้อย่างอิสระในโหมด Free-Roam หรือผ่านภารกิจที่เป็นโครงสร้างของตัวเกม ที่ซึ่งผู้เล่นจะได้ทำงานร่วมกับผู้เล่นคนอื่นๆ แต่มันจะเป็นเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวเสมอ นั้นคือสิ่งที่คุณ Mark Darrah ผู้อำนวยการผลิตของ Anthem อธิบาย

Anthem Pit Crew

ตลอดภารกิจในเกม ผู้เล่นก็อาจได้ยินเสียงตัวละครที่กำลังสื่อสารกับ “Cypher” ตัวละครที่มีหน้าที่ในการจับตาดูการกระทำของผู้เล่นจากระยะไกลที่แตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรเสียมันก็จะไม่ส่งผลต่อรูปแบบการเล่นแบบ Co-op แต่อย่างใด ไม่ว่าจะทางใดทางหนึ่ง ซึ่งทีมงานผู้สร้าง Anthem ได้บอกเอาไว้ว่ามันคงจะเป็นการรักพี่เสียดายน้องเกินไป หากเกมจะนำเอาแนวคิดของเกมแนว Loot-Shooter ที่ทำให้เกม Destiny ของ Bungie โด่งดังมาอย่างเต็มที่ ในขณะที่ก็ยังจะต้องให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องราวในเกม ทั้งที่มีคงความเป็นส่วนตัวของผู้เล่นไว้อยู่

“ซึ่งมันก็จะทำให้ ANTHEM นั้นไม่เหมือนเกมที่ผ่านมาของ BIOWARE “

“Anthem ก็คือ Anthem สำหรับเรา มันคือเกมที่เน้นหนักที่ระบบการเล่นมัลติเพลเยอร์แบบร่วมมือกัน แต่เราก็ยังคิดว่า มันยังเป็นเกมที่สามารถเล่าเรื่องราวได้อย่างยอดเยี่ยมผ่านบริบทเหล่านี้ของตัวเกม” คุณ Mark Darrah อธิบาย ซึ่งเขาก็ยังได้บอกอีกด้วยว่า เกมสามารถเล่นคนเดียวได้ตลอดทั้งเกมตามแต่ใจผู้เล่นที่ปรารถนา หรืออาจเป็นการร่วมมือกันระหว่างผู้เล่นทั้ง 4 ก็ทำได้อย่างอิสระ เพียงแต่ผู้เล่นที่มีเลเวลต่ำก็จะไม่สามารถร่วมเล่นในภารกิจของกลุ่มผู้เล่นเลเวลสูงได้ แต่ผู้เล่นเลเวลสูงนั้นจะสามารถย้อนกลับมาเล่นภารกิจเก่าที่เคยทำไปแล้วได้เสมอเพื่อช่วยเหลือเพื่อนในทีมให้ผ่านการผจญภัยในช่วงแรกของเกมได้อย่างรวดเร็ว

แม้ Anthem จะยังมีระบบตัวเลือกใน แต่ BioWare ก็ไม่ได้มุ่งเป้าในการสร้างเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่เต็มไปด้วยตัวเลือกบทสนทนาที่มากมาย และผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการเลือกของผู้เล่นอย่างที่ Mass Effect เคยทำ แต่สิ่งที่พวกเขามุ่งเป้าก็คือการให้บริการเกมในรูปแบบ Live service ที่ทีมงานนั้นจะอัปเดตเนื้อหาใหม่ๆ เข้าไปในเกมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอาจเป็น DLC หรือส่วนเสริมหลัก (Expansion) ที่จะมาขยายเรื่องราวของตัวละครต่างๆ ในเกม

ตัวเลือกในของการสนทนาที่เกมมีส่วนใหญ่ก็จะมีเพียงแค่สองตัวเลือกเท่านั้น และมันก็จะมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวในแต่ละภารกิจแม้ผู้เล่นจะมาร่วมเล่นด้วยก็ตาม นั่นเพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงการสร้างแรงเสียดทานของประสบการณ์จากเรื่องราวที่แตกต่างกันไปของผู้เล่นแต่ละคน และมันก็ยังทำให้ Anthem เป็นที่เข้าถึงได้ง่ายสำหรับผู้เล่นใหม่ๆ ที่ไม่เคยเล่นเกม RPG มาก่อน

Anthem Yarrow

นอกจากนี้สิ่งที่น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งก็คือบทโรมานซ์ตามแบบฉบับของ BioWare จะไม่มีใน Anthem เช่นเดียวกัน นั่นเพราะในเกมก่อนๆ ของ BioWare นั้น นักออกแบบเกมใช้เวลาและความพยายามเป็นอย่างมากในการสร้างการปฏิสัมพันธ์ระหว่างตัวละครให้มันมีความหมาย แต่ใน Anthem มันจะให้ความรู้สึกที่ดีกว่ากับผู้เล่น ในการมีตัวละครที่มากขึ้นที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องราวของตัวเกม แม้มันจะไม่มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งมากจนกลายเป็นคู่รักของผู้เล่นในเกมได้ก็ตาม “มันทำให้เราไม่สามารถลงลึกไปกับความโรแมนติกได้ แต่มันก็ทำให้เราขยายขอบเขตออกไปได้กว้างไกลขึ้น” นั่นคือสิ่งที่คุณ Mike Gamble อธิบาย

แม้หลายสิ่งหลายอย่างจะทำให้ Anthem เปลี่ยนแปลงไปจนอาจไม่เหลือไว้ซึ่งจิตวิญญาณเดิมของ BioWare แต่ด้วยรูปแบบใหม่ที่พวกเขากำลังนำเสนอก็ล้วนน่าสนใจว่า ย่างก้าวต่อไปของพวกเขาจะกำลังจะเดินไปในทิศทางไหน ท่ามกลางกระแสเกมยิงกึ่ง Co-op แถวหน้าทั้ง Destiny 2 และ The Division 2 ผลผลิตและการทดลองชิ้นใหม่ของ BioWare ที่ชื่อว่า Anthem ที่จะออกวางจำหน่ายในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2019 นั้นจะสามารถยืดหยัดได้แค่ไหนกัน ในฐานะ Game as a Service ที่อาจเป็นไพ่ตายใบสุดท้ายของ BioWare

แหล่งข้อมูลอ้างอิง:Polygon