สรุปทุกการประกาศจากงาน Final Fantasy XIV Digital Fan Festival 2021

งานพบปะเหล่าแฟนๆ ประจำปีที่มาพร้อมกับการเปิดตัวคลาส Reaper ยมทูตสุดเท่พร้อมกับเนื้อหาอื่นๆ อีกมากมายใน Final Fantasy XIV: Endwalker
ffxiv fanfest recap

Final Fantasy XIV จะมีการจัดงานอีเวนต์สำหรับเหล่าแฟนๆ ขึ้นมาเป็นประจำทุกปีในการให้เหล่าแฟนเกมได้มาพบปะกับเหล่าผู้พัฒนา พร้อมประกาศรายละเอียดใหม่เกี่ยวกับการอัปเดตของตัวเกม ซึ่งก่อนหน้านี้ทางทีมงานก็ได้มีการเปิดตัวส่วนเสริมใหม่ออกมาแล้วในชื่อ Final Fantasy XIV: Endwalker ซึ่งในปีนี้ตัวงานได้มีการจัดงานในรูปแบบดิจิทัลในชื่องาน Final Fantasy XIV Digital Fan Festival 2021 ที่จะมาเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนเสริมนี้ให้เราได้ทราบกันเพิ่มเติม

ตัวอย่างฉบับเต็มของ Final Fantasy XIV: Endwalker

โดยงาน Final Fantasy XIV Digital Fan Festival 2021 เริ่มต้นด้วยการเปิดฉายตัวอย่างฉบับเต็มของ Final Fantasy XIV: Endwalker ตัวเกมในเวอร์ชัน 6.0  ซึ่งตัวอย่างใหม่นี้เป็นการเพิ่มฉากใหม่ๆ จากตัวอย่างที่ทางทีมงานได้มีการปล่อยออกมาก่อนหน้า ซึ่งทำให้เราได้เห็นพื้นที่ใหม่ของเกมที่เราจะได้ไปผจญภัยในภาคนี้ รวมไปถึงยังมีการเปิดเผยเนื้อหามากขึ้น พร้อมกับการกลับมาของเหล่าตัวละครเอก และวายร้าย รวมไปถึงตัวละครใหม่ที่จะมามีบทบาทสำคัญในส่วนเสริมตัวนี้อีกด้วย

และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือการปล่อยกำหนดวางจำหน่ายของ Final Fantasy XIV: Endwalker ที่จะวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 พฤศจิกายน โดยผู้ที่สั่งจองเกมล่วงหน้าจะได้เข้าเล่นก่อนในวันที่ 19 พฤศจิกายน พร้อมกับได้รับไอเทมในเกมอย่างมินเนียน Palom และต่างหู Menphia ไปอีกด้วย และตัวเกมก็ยังมีการเปิดตัวเกมในรูปแบบ Collector’s Edition สำหรับนักสะสม (ซึ่งวางจำหน่ายหมดแทบจะในทันที) พร้อมกับตัวเกมในเวอร์ชันพิเศษในรูปแบบดิจิทัลที่ผู้ซื้อจะได้รับ Death Scythe สำหรับตกแต่งตัวละคร, มินเนียน Porom, และสัตว์ขี่อย่าง Arion ไปให้ใช้งานกันอีกด้วย

คลาสใหม่ Reaper

หลังจากเปิดตัวอย่างเกมทาง นาโอกิ โยชิดะ (Naokia Yoshida) ผู้อำนวยการสร้างของ Final Fantasy XIV ก็ได้ขึ้นมาเวทีพร้อมกับชุดของคลาสใหม่ ที่จะมาพร้อมกับตัวส่วนเสริมนี้นั่นก็คือคลาสในสาย DPS ระยะประชิดที่ชื่อว่า “Reaper” นั่นเองที่จะเป็นคลาสในสาย maiming แบบเดียวกับ Dragoon ซึ่งเป็นหนึ่งในสองคลาสใหม่ของส่วนเสริมนี้ต่อจาก Sage คลาสสาย Healer ที่มีการประกาศออกมาก่อนหน้า

โดย Reaper นั้นจะมาพร้อมจะใช้เคียวเป็นอาวุธหลักและมาพร้อมกับพลัง Void ในการต่อสู้และยังสามารถเรียก Voidsent มาร่วมต่อสู้ได้อีกด้วย ซึ่งผู้เล่นจะสามารถเริ่มเล่นเนื้อเรื่องของคลาสนี้ได้ในเมือง อุล’ดาห์ (Ul’dah) นั่นเอง

เช่นเดียวกับที่ได้เคยมีการประกาศออกมาก่อนหน้า ในงานนี้ทาง นาโอกิ โยชิดะ ก็ได้ออกมายืนยันอีกครั้งว่าส่วนเสริม 6.0 นี้จะเป็นการปิดฉากการต่อสู้ระหว่าง ไฮเดลิน (Hydaelyn) และ โซดิอาร์ก (Zodiark) แต่จะยังไม่ใช่จุดจบของเกม Final Fantasy XIV โดยที่ทาง นาโอกิ โยชิดะ จะยังคงพัฒนาตัวเกมต่อไปตราบเท่าที่จะยังคงได้รับโอกาส และในการอัปเดตเกม 6.1 มันก็จะเป็นการเริ่มต้นปูทางไปสู่เนื้อหาบทใหม่ของเกมในทันทีอีกด้วย

เมืองใหม่

เช่นเดียวกับส่วนเสริมตัวอื่น Endwalker ก็จะมาพร้อมกับพื้นที่เมืองใหม่ โดยก่อนที่ผู้เล่นจะได้ไปเยือนดวงจันทร์อย่างที่ได้เห็นในตัวอย่าง เมืองหลักของผู้เล่นในภาคนี้ก็คือเมือง “ชาร์ลายันเก่า” (Old Sharlaya) ที่เคยมีการเอ่ยถึงในตัวเกมมาโดยตลอด และยังได้มีการประกาศออกมาอีกด้วยว่า เพลงประกอบหลักของเกมที่ได้ทาง มาซาโยชิ โซเคน (Mashayoshi Soken) มาเป็นผู้แต่งทำนอง และได้ทาง โคจิ ฟ็อกซ์ (Koji Fox) และ นัตซึโกะ อิชิคาวะ (Natsuko Ishikawa) มาเป็นผู้แต่งเนื้อร้อง พร้อมกับได้ทางวง The Primals มาบรรเลงและได้ทาง อแมนดา อาเคน (Amanda Achen) ร้องนำจะได้ทาง แซม คาร์เตอร์ (Sam Carter) จาก The Architects มาร่วมร้องนำด้วย

และทางทีมงานก็ยังได้ประกาศออกมาอีกด้วยว่าตัวละคร เอสติเนียน (Estinien) จะได้มาร่วมผจญภัยไปกับเหล่าตัวละครเอกแล้ว และผู้เล่นยังสามารถนำเขาไปร่วมลงดันเจียนของเกมได้ด้วยระบบ Trust System ของตัวเกมอีกด้วย และในตัวอย่างของเกมเราจะได้เห็นชายผมขาวปริศนาในช่วงท้ายซึ่งตัวละครตัวนี้จะมีบทบาทในอัปเดตเกม 5.5 ส่วนที่สอง และผู้ที่เคยอ่านหนังสือ Encylopedia of Eorzea ก็น่าจะรู้จักกับตัวละครตัวนี้เป็นอย่างดีแน่นอน

พื้นที่ใหม่

นอกจากพื้นที่เมืองหลักแล้วทางทีมงานยังได้มีการนำพื้นที่ในส่วนเสริมมาแสดงให้เราได้ชมกันอีกด้วยทั้ง เลบีรินธอส (Labyrinthos) , ทาฟแนร์ (Thavnair) , รัดซ์-อัต-ฮาน (Radz-at-ฮัน) , และ แมร์ เลเมนโทรัม (Mare Lamentorum) และอื่นๆ รวมไปถึงการสองดันเจียนใหม่ของเกมที่จะมีการใช้เพลง Golbez เพลงประกอบจาก Final Fantasy IV มาแต่งใหม่อีกด้วย และสำหรับ Island Sanctuary ที่ทางทีมงานได้มีการประกาศออกไปก่อนหน้านั้นทางทีมงานก็ยังยืนยันว่ามันจะเป็นฟีเจอร์ที่สามารถเล่นคนเดียวได้ และเหมาะจะใช้ในการพักผ่อนโดยที่จะไม่มีการล็อกให้เล่นแต่เฉพาะสายอาชีพคราฟต์และเก็บเกี่ยวเท่านั้นอีกด้วย

องค์ประกอบจาก Final Fantasy IV

นอกจากนี้เกมยังมีการนำเอาองค์ประกอบของเกม Final Fantasy IV เข้ามาใส่อีกมากมายทั้ง The Magus Sisters ที่จะมาเป็นศัตรูของเกม ที่จะมาพร้อมกับเนื้อเรื่องในแบบฉบับของตัวเกม Final Fantasy XIV รวมไปถึงเผ่าสัตว์ป่าเผ่าใหม่อย่าง “โลพอร์ริตส์” (Loporrits) เผ่ากระต่ายที่คล้ายกับพวก “ฮัมมิงเวย์” (Hummingways) ในเกม Final Fantasy IV อีกด้วย

ในส่วนของผู้เล่นที่อยากจับจองบ้านในเกมทางทีมงานก็ยืนยันว่าพื้นที่ในเมือง อิชการด์ (Ishgard) ได้มีการพัฒนาเสร็จแล้วและพร้อมให้ผู้เล่นได้เข้าไปจับจองพื้นที่กันในอัปเดต 6.1 ของเกม ซึ่งทางทีมงานก็ทราบดีว่าปัญหาเรื่องการจับจองพื้นที่บ้านในเกมนั้นยังคงมีอยู่ แต่ทีมงานก็กำลังพยายามเป็นอย่างมากในการลงทุนปรับปรุงโครงสร้างของเซอร์เวอร์ใหม่และยังมีการพัฒนาระบบการซื้อขายบ้านแบบใหม่กันอยู่ด้วย

สำหรับการปรับเปลี่ยนอื่นๆ นั้นในการอัปเดตใหม่นี้ทางทีมงานจะนำเอาไอเทมสวมใส่อย่างเข็มขัดออกพร้อมกับปรับสูตรการคำนวณของเกมใหม่โดยจะใช้หลักตัวเลขที่ลดลงจากเดิม พร้อมเพิ่มเลเวลสูงสุดในเกมเป็น 90 และยังจะมาพร้อมกับโหมดการเล่น PVP ในรูปแบบที่มีขนาดเล็กลงกว่าเดิม และยังมีการเพิ่มระบบ Data Center Travel System ที่ทำให้ผู้เล่นสามารถเล่นเกมร่วมกับเพื่อนที่อยู่คนละ data center ได้อีกด้วยซึ่งทางทีมงานกำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาเพื่อให้ระบบนี้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

Myths of the Realm

และที่ขาดไปไม่ได้ก็คือ Alliance Raid ขนาด 24 คนในส่วนเสริมนี้ที่ชื่อว่า “Myths of the Realm” ที่จะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทพทั้งสิบสอง (Twelve) ที่ผู้เล่นได้เลือกในตอนสร้างตัวละคร และทีมงานจะมีการเพิ่มเผ่า วิเอรา (Viera) ชาย ที่แฟนๆ เรียกร้องกันมานานเข้ามาให้ให้ผู้เล่นสามารถเลือกเล่นได้อีกด้วย จากที่เดิมทีทีมงานมีแผนที่จะหยุดการปล่อยเผ่าใหม่ๆ ออกมาในตอนทำส่วนเสริม Shadowbringers โดยนอกจาก วิเอราชายแล้วทีมงานยังมีแผนที่จะปล่อยเผ่า รอธการ์ (Hrothgar) หญิงเข้ามาในเกมอีกด้วย

และสุดท้ายทางทีมงานยังได้มีการขยายขอบเขตของการให้บริการเพิ่มขึ้นโดยการเปิด data center ในโซน Oceania ขึ้นมาเพื่อรองรับผู้เล่นที่มาจากทางออสเตรเลีย และนิวซีเแลนด์ ที่ปัจจุบันมารวมตัวกันอย่างหนาแน่นใน data center ของทางฝั่งญี่ปุ่น

ส่งท้าย

นอกจากนี้ในงานก็ยังมีการพูดคุยเกี่ยวกับการพัฒนาของตัวเกมในส่วนของรายการ Live Letter และการแสดงอื่นๆ ของทีมงาน และก่อนที่ตัวงานจะจบลงทาง มาซาโยชิ โซเคน และ นาโอกิ โยชิดะ จะได้มีการประกาศให้แฟนเกมได้ทราบกันว่าทาง มาซาโยชิ โซเคน นั้นต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งมาตั้งแต่เดือนมีนาค 2020 และทาง มาซาโยชิ โซเคน ก็ได้กำชับกับทาง นาโอกิ โยชิดะ ว่าห้ามบอกทีมงานคนอื่นๆ เกี่ยวกับอาการป่วยของเขาเป็นอันขาดเพื่อที่เขาและทีมงานคนอื่นๆ จะได้ทำงานกันอย่างเต็มที่ โดยทาง โซเคน ต้องรักษาตัวอยู้ในโรงพยาบาลนานถึงราว 6-7 เดือนพร้อมกับต่อสู้กับโรคด้วยการรักษาแบบคีโมเทอราปี (Chemotherapy) ไปพร้อมกับการแต่งเพลงประกอบให้กับตัวเกมไปด้วย โดยเฉพาะกับเพลง “To the Edge” ที่แฟนเกมน่าจะจดจำกันได้เป็นอย่างดีนั่นเอง ซึ่งในตอนนี้เขาก็ได้รับอนุญาตจากแพทย์ให้กลับมาทำงานและแสดงดนตรีร่วมกับทาง The Primals ได้อย่างเต็มตัวอีกครั้งแล้ว



Previous Post
peter fabiano

ปีเตอร์ ฟาเบียโน ผู้อำนวยการสร้าง Resident Evil Village ลาออกจาก Capcom แล้ว

Next Post
new genesis launch

Phantasy Star Online 2: New Genesis เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ 9 มิถุนายนนี้

Related Posts
ps5 hardeware reveal

PlayStation 5 อาจทำยอดขายเป็นสถิติแม้สินค้ายังคงขาดตลาด

แม้จะเป็นเครื่องเกมที่มีปัญหาเรื่องสินค้าไม่พอวางจำหน่าย แต่ทาง NPD Group ก็ได้ออกมาประมาณการแล้วว่าเครื่องเกมคอนโซลของ Sony อย่าง PlayStation 5 นั้นได้ทำยอดขายเป็นสถิติไปแล้วในตอนนี้
อ่านต่อ
modern warfare halo

Infinity Ward เคยพัฒนาเกม Sci-Fi วางให้เป็น ‘นักฆ่า Halo’ ก่อนพัฒนา Call Of Duty 4: Modern Warfare

คงไม่ต้องสาธยายความสำเร็จของ Call Of Duty 4: Modern Warfare อีกแล้ว นี้คือหนึ่งในยอดเกมแห่งประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมวิดีโอเกม แต่ใครจะไปรู้ว่าท้องเรื่อง ‘สงครามร่วมสมัย’ ที่เป็นหนึ่งตัวแปรของความสำเร็จ กลับไม่ใช่แนวคิดแรกที่ใช้ตอนเริ่มพัฒนาเกม ก่อนหน้านั้น ทีมพัฒนา Infinity Ward ได้วางแนวคิดเป็นเกมเชิงนวนิยายวิทยาศาสตร์ (sci-fi) เพื่อให้เป็นเกม ‘นักฆ่า Halo’
อ่านต่อ
The Division 2 Loaction

เนื้อเรื่องของ The Division 2 จะเน้นไปที่เรื่องราวของเหล่าผู้รอดชีวิตมากกว่าเดิม

ความผิดพลาดเหมือนจะไม่ใช่ตัวเลือกอีกต่อไปสำหรับค่ายเกมอย่าง Ubisoft หลังจากที่พวกเขาพยายามผลักดันเกมทุกที่พวกเขาสร้างอย่างเต็มที่ไม่ว่ามันจะได้รับเสียงตอบรับที่แย่แค่ไหนก็ตาม ไม่ว่าจะเป็น Rainbow Six: Siege ที่เกือบถูกทิ้งร้างในระยะแรกที่ในตอนนี้ก็ได้กลายไปเป็นหนึ่งในเกม Competitive Multiplayer ที่ติดตลาดของนักเล่นเกมแนวนี้ไปแล้วอย่างถาวร ไปจนถึงเกมที่ดูจะยังไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักอย่าง For Honor หรือ Ghost Recon: Wildlands มันก็ยังได้รับการสนับสนุนจากทาง Ubisoft และทีมพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดแม้จะออกวางจำหน่ายมาแล้วร่วมปี
อ่านต่อ